เว็บ-บอร์ด พระเครื่อง เว็บ พระพุทธศาสนา ธรรมะ พระ amulet buddha
พฤษภาคม 20, 2013, 08:18:55 pm *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: SMF - Just Installed!
 
  หน้าแรก ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
พระเครื่อง เครื่องรางของขลัง ฝากรูป เว็บฝากรูปฟรี อัพโหลดรูปฟรี ฝากรูป เว็บฝากรูปฟรี อัพโหลดรูปฟรี พระเครื่อง เครื่องรางของขลัง

ดูดวง หมอดู ดวงรายวัน ดูดวงฟรี เนื้อคู่ ไพ่ยิปซี หมอดูแม่นๆ ดูดวงวันเกิด ทำนายรัก ดวงสมพงษ์ ไพ่ทาโรต์ ดวงรายสัปดาห์

  แสดงกระทู้
หน้า: 1 2 3 [4] 5 6 ... 9
46  พระเครื่อง / ประวัติพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ / หลวงพ่อพระพุทธวิเศษ วัดทุ่งศรีวิไล จ.อุบลราชธานี เมื่อ: พฤศจิกายน 26, 2010, 03:54:28 pm
หลวงพ่อพระพุทธวิเศษ วัดทุ่งศรีวิไล จ.อุบลราชธานี ประวัติ หลวงพ่อพระพุทธวิเศษ วัดทุ่งศรีวิไล จ.อุบลราชธานี

คอลัมน์ ไหว้พระประธาน 76 จังหวัด
ประภาพร สอนราช

หลวงพ่อพระพุทธวิเศษ
หลวงพ่อพระพุทธวิเศษ

เป็นเรื่องคุ้นหูของชาวพุทธส่วนใหญ่ ที่ได้ยินคำเล่าลือถึงพุทธานุภาพของพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองที่ประดิษฐาน อยู่ตามวัดต่างๆ เช่นเดียวกับ "หลวงพ่อพระพุทธวิเศษ"

พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองอุบลราชธานี

หลวงพ่อพระพุทธวิเศษ เป็นพระพุทธรูปปางนาคปรก สร้างจากศิลาแลงหน้าตักกว้าง 55 เซนติเมตร สูง 90 เซนติเมตร เป็นพระพุทธรูปในยุคทวารวดีอายุกว่าพันปี และถูกค้นพบเมื่อกว่า 200 ปีก่อนในที่ดินสวนอุทยานของนางเจียงได บ้านชีทวน ต.ชีทวน อ.เขื่องใน จ.อุบลราชธานี

ปัจจุบันเป็นพระประธานประดิษฐานอยู่ในวิหารวัดทุ่งศรีวิไล ต.ชีทวน อ.เขื่องใน จ.อุบลราชธานี ซึ่งตั้งขึ้นภายหลังการค้นพบหลวงพ่อพระพุทธวิเศษในจุดที่พบ

จากคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่เกี่ยวกับการค้นพบหลวงพ่อพระพุทธวิเศษ ระบุว่า มีชาวบ้านต้อนวัวควายไปเลี้ยงในที่ดินของนางเจียงได บุตรสาวเจ้าเมืองซีซ่วน (บ้านชีทวน) บริเวณโนนนกเขียนไปพบเศียรพระของหลวงพ่อพระพุทธวิเศษโผล่พ้นพื้นดินขึ้นมา จึงร่วมกันทำพิธีอัญเชิญหลวงพ่อขึ้นมา พร้อมสร้างศาลาไม้ใช้ประดิษฐานตรงจุดที่พบหลวงพ่อ เพราะนอกจากพบหลวงพ่อพระพุทธวิเศษแล้ว ยังพบพระพุทธรูปในยุคเดียวกันอีกหลายองค์

จึงเชื่อว่าบริเวณดังกล่าวเมื่อกว่าพันปีก่อนอาจเป็นที่ตั้งวัดเก่าที่ถูกทิ้งร้าง

ภายหลังชาวบ้านช่วยกันอัญเชิญหลวงพ่อพระพุทธวิเศษขึ้นมาก็ยังไม่ได้ตั้งชื่อ จนกระทั่งเกิดเหตุไฟไหม้ศาลาไม้ใช้ประดิษฐานพระพุทธรูป ปรากฏว่าพระพุทธรูปที่ถูกค้นพบพร้อมกับหลวงพ่อพระพุทธวิเศษถูกไฟไหม้เสียหาย ทั้งหมด ยกเว้นหลวงพ่อพระพุทธวิเศษที่เปลวไฟไม่สามารถระคายผิวองค์พระ

ทำให้ชาวบ้านที่พบเห็นเหตุการณ์ต่างพากันเลื่อมใสศรัทธาในพุทธานุภาพของท่าน จึงพากันขนานนามเรียกขานท่านว่า "หลวงพ่อพระพุทธวิเศษ" ตามความเชื่อของชาวบ้าน

ต่อมาชาวบ้านก็ได้ช่วยกันสร้างวิหารอิฐถือปูนใช้ประดิษฐานหลวงพ่ออย่างเป็นทางการ พร้อมพัฒนาพื้นที่ให้เป็นวัดเมื่อกว่า 200 ปีก่อน โดยชาวบ้านได้นิมนต์พระอัญญาท่านด้านเป็นเจ้าอาวาสวัดทุ่งศรีวิไลองค์แรก ปัจจุบันมีพระครูสุนทรสุตกิจ รองเจ้าคณะอำเภอเขื่องใน (มหานิกาย) เป็นเจ้าอาวาสองค์ที่ 4

สำหรับหลักฐานที่ทำให้เชื่อว่าที่ตั้งปัจจุบันของวัดทุ่งศรีวิไล น่าจะเป็นวัดมาก่อนการค้นพบหลวงพ่อพระพุทธวิเศษ เพราะนอกจากมีพระพุทธรูปร่วมสมัยที่ถูกค้นพบพร้อมกับพลวงพ่อพระพุทธวิเศษ ยังพบใบเสมาล้อมรอบบริเวณที่ค้นพบซ้อนกันอยู่หลายชั้น รวมทั้งบริเวณสระน้ำหลังวัด ก็ยังมีซากหอไตรและธรรมมาสน์ก่อด้วยอิฐในยุดอดีตตั้งอยู่

สำหรับพุทธคุณของ"หลวงพ่อพระพุทธวิเศษ"ที่ได้รับการกล่าวขานกันมาก คือ หากได้มากราบไหว้บูชาบนบานขอสิ่งใดมักประสบความสำเร็จ โดยมีเรื่องเล่าว่า เมื่อครั้งที่ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ อดีตเจ้าเมืองอุบลราชธานี เสด็จเยี่ยมประชาชนที่บ้านชีทวน ได้นำดอกไม้ธูปเทียนทองไปกราบสักการบูชาขอพระโอรสและพระธิดาจากหลวงพ่อ จากนั้นไม่นานหม่อมเจียงคำ พระชายาก็ทรงมีพระครรภ์ พร้อมประสูติพระโอรสและพระธิดา 2 พระองค์ ตามที่กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ได้บนบานเอาไว้

นอกจากนี้ ยังมีความเชื่อเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ที่หลวงพ่อพระพุทธวิเศษ ช่วยรักษาอาการเจ็บป่วยของมนุษย์ได้ โดยมีเล่าเรื่องว่าถ้ามีอาการเจ็บป่วยตามส่วนใดของร่างกาย ก็ให้มากราบไหว้บนบานบอกกล่าวกับหลวงพ่อพระพุทธวิเศษ แล้วนำแผ่นทองคำเปลวไปติดตามส่วนต่างๆ ขององค์พระ เช่น มีอาการเจ็บแน่นหน้าอก ก็ให้นำแผ่นทองคำเปลวไปปิดที่หน้าอกขององค์พระ อาการเจ็บป่วยก็จะหายไป

การกราบนมัสการหลวงพ่อพระพุทธวิเศษ วัดทุ่งศรีวิไลได้เปิดวิหารหลังใหม่ที่ทำครอบวิหารหลังเดิมให้กราบไหว้ทุก วัน แต่ทุกวันเพ็ญเดือน 5 ทุกปีวัดร่วมกับประชาชนทั่วประเทศที่เลื่อมใสศรัทธาหลวงพ่อพระพุทธวิเศษ พระประธานปางนาคปรกศิลปะทวารวดี จัดสมโภชน์ปิดทององค์พระเป็นเวลา 3 วัน 3 คืน

ทั้งนี้ เส้นทางใช้ไปกราบนมัสการ หากเดินทางจากตัวจังหวัดอุบลราชธานีไปตามถนนแจ้งสนิท เมื่อเข้าเขต อ.เขื่องใน ซึ่งมีสะพานข้ามลำเซบายเป็นตัวแบ่งเขต จะมีป้ายบอกทางให้เลี้ยวซ้ายไปบ้านชีทวนระยะทางประมาณ 5 กิโลเมตร

แม้ถนนจะเป็นถนนลาดยาง แต่ก็เป็นหลุมเป็นบ่อพอสมควร เมื่อรถแล่นเข้าเขตหมู่บ้านจะมองเห็นวัดตั้งเด่นอยู่กลางทุ่งนา โดยไม่ต้องถามทางจากชาวบ้านในละแวกนั้นเลย
47  พระเครื่อง / ประวัติพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ / หลวงพ่อโต วัดชัยชนะสงคราม จ.ตาก เมื่อ: พฤศจิกายน 26, 2010, 03:53:42 pm
หลวงพ่อโต วัดชัยชนะสงคราม จ.ตาก หลวงพ่อโต วัดชัยชนะสงคราม จ.ตาก
ประวัติหลวงพ่อโต วัดชัยชนะสงคราม จ.ตาก สร้างขึ้นราวปีพุทธศักราช 2299 ถือเป็นพระพุทธรูปสำคัญประจำจังหวัดตาก "หลวงพ่อโต-บันดาลชัยให้สมปรารถนา" คือ คำบอกเล่าในพุทธบารมีหลวงพ่อโต

คอลัมน์ ไหว้พระประธาน 76 จังหวัด
วิทยา ปัญญาศรี
หลวงพ่อโต วัดชัยชนะสงคราม
หลวงพ่อโต วัดชัยชนะสงคราม จ.ตาก

ตามหลักฐานประวัติศาสตร์ชาติไทย เมื่อครั้งพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ทรงกระทำยุทธหัตถี กับขุนสามชน เจ้าเมืองฉอด จนมีชัยชนะ บริเวณดอยช้าง ต.เกาะตะเภา อ.บ้านตาก ซึ่งเป็นเมืองตากเดิมในสมัยนั้น

จนกระทั่งต่อมามีการย้ายเมืองตาก มาอยู่ในปัจจุบัน คือ ต.ระแหง อ.เมืองตาก ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำปิง ทางทิศตะวันออก โดยให้แม่น้ำปิง เป็นคูเมืองปราการ สู้ข้าศึกศัตรูพม่าที่ยกทัพเข้ามาทางด้านด่านแม่ละเมา และต้องตีฝ่าเมืองตากเป็นแห่งแรก ก่อนจะกรีธาทัพเข้าไปยังหัวเมืองชั้นใน

ชื่อเมืองตาก ปรากฏอยู่ในจารึกประวัติศาสตร์มาแต่โบราณกาลตามที่ได้กล่าวมา

ย้อนไปในสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ พระเจ้าหงสาวดี นำกองทัพพม่าเข้าตีกรุงศรีอยุธยา โดยสั่งให้พระเจ้าเชียงใหม่ ซึ่งขณะนั้นเมืองเชียงใหม่เป็นเมืองขึ้นของพม่า ต่อเรือรบแล้ว ลำเลียงมาไว้ที่ตำบลระแหง เพื่อจะเข้าตีกรุงศรีอยุธยา

สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ จึงสั่งให้แม่ทัพไทยยกทัพขึ้นไปสู้รบทัพหน้าของพระเจ้าหงสาวดี เมื่อยกกองทัพไปถึงบ้านท่าแค ตำบลเชียงเงิน เมืองตาก แม่ทัพไทยได้สั่งให้ทหารขุดดินหลังบ้านท่าแค (ปัจจุบันพื้นที่ ที่ขุดลงไปกลายเป็นหนองน้ำเรียกหนองคา) ขึ้นมาทำคันคูต้านกองทัพข้าศึก ที่ตั้งทัพอยู่คนละฝั่งแม่น้ำ ที่บริเวณวัดหนองบัวค่ายหรือวัดบัวล้อมร้าง (ปัจจุบันปรากฏเพียงซากวัดร้างอยู่ใน ต.หนองบัวใต้)

ปรากฏว่าการ ศึกครั้งนั้นรบชนะพม่า จึงได้สร้างวัดไว้เป็นอนุสรณ์เรียกว่า วัดดอยท่าชัย หรือ วัดชัยชนะสงคราม ในสมัยต่อมา แต่ชาวบ้านยังนิยมเรียกว่า วัดท่าแค ตามชื่อหมู่บ้านเดิมมาแต่โบราณกาล

"หลวงพ่อโต" แห่งวัดชัยชนะสงคราม ได้รับการบอกเล่าตามหลักฐานประวัติศาสตร์ท้องถิ่น โดย นายสมศักดิ์ สะมะโน หัวหน้ากลุ่มอำนวยการและประสานงาน สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดตาก ในฐานะปราชญ์พื้นบ้านของเมืองตาก ว่า องค์หลวงพ่อโต ที่ประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถ ณ วัดชัยชนะสงครามแห่งนี้ สร้างขึ้นราวปีพุทธศักราช 2299 ในสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ดำรงตำแหน่งเป็นหลวงยกกระบัตร เจ้าเมืองตาก

พระองค์ทรงสร้างตำหนัก สวนม่วง ปัจจุบันตำหนักสวนม่วงนี้อยู่ที่ตำบลป่ามะม่วง ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำปิงตรงข้ามกัน ซึ่งในสมัยนั้นพระองค์ได้ทรงทำนุบำรุงสร้างวัดวาอารามหลายแห่ง และที่วัดดอยท่าชัย หรือวัดชัยชนะสงคราม พระองค์ทรงโปรดให้สร้างพระอุโบสถและพระประธานในอุโบสถขึ้น ชาวบ้านขนานนามว่า "หลวงพ่อโต"

จากนั้นไม่เคยมีผู้ใด บูรณปฏิสังขรณ์ เพราะยุ่งกับสงคราม ไทย-พม่า จึงเป็นเหตุให้วัดถูกทิ้ง-รกร้างว่างเปล่าเป็นเวลามานาน จนอุโบสถเหลือเพียงแต่ผนังตึก 4 ด้าน ส่วนองค์หลวงพ่อโตถูกน้ำฝนชะทำให้สึกกร่อน

ต่อมาเมื่อราวปี พ.ศ.2449 พระอธิการยิ้ม เจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม พระครูเจ้าคณะแขวง กิ่งอำเภอเชียงเงิน พร้อมด้วยพระศักดาเรืองฤทธิ์ เจ้าเมืองตาก พร้อมศรัทธาพุทธศาสนิกชนชาวบ้านร่วมกันบูรณะพระอุโบสถ และซ่อมแซมองค์หลวงพ่อโต โดยใช้ใบมงคั้นเอาน้ำผสมกับปูนขาวเหนียว เสริมตกแต่งให้รูปทรงของหลวงพ่อโต ดีดังเดิม ดังที่เห็นในปัจจุบันและได้ก่อสร้างเสริมอาสนะหลวงพ่อโต กว้างขวางออกไปอีก

เมื่อซ่อมเสร็จในปีเดียวกันนี้ ได้มีพ่อเลี้ยงเป็นชาวเชียงใหม่ ได้ล่องเรือบรรทุกพระพุทธรูปมาจอดที่ท่าน้ำหน้าวัดชัยชนะสงคราม แล้วขึ้นมานมัสการหลวงพ่อโตในโบสถ์ เห็นมีพระประธานองค์เดียว จึงมีจิตศรัทธานำพระพุทธรูป สมัยเชียงแสน สิงห์สาม ที่บรรทุกมาในเรือ หรือพระสองพี่น้อง เนื้อทองสัมฤทธิ์ถวายไว้ในโบสถ์ข้างๆ องค์หลวงพ่อโตซ้ายและขวา

จวบจนปัจจุบันพุทธศาสนิกชนชาวบ้านที่ ศรัทธาในองค์หลวงพ่อโตได้ปฏิสังขรณ์พระอุโบสถอีกหลายครั้ง เพื่อเป็นพุทธบูชา เป็นที่ประดิษฐานองค์หลวงพ่อโตสืบไป

"หลวงพ่อโต -บันดาลชัยให้สมปรารถนา" คือ คำบอกเล่าในพุทธบารมีหลวงพ่อโต วัดชัยชนะสงคราม ชาวบ้านที่ศรัทธาองค์หลวงพ่อโต ได้ร้องขอบน บานให้การงานสำเร็จ บางคนก็ขอให้ขายที่ดิน บางคนก็อยากให้ลูกหลานสอบได้ บางคนบนบานอยากเป็นข้าราชการ บางคนก็ได้โชคลาภก้อนโต

นอกจากผลไม้สดตามฤดูกาลนานาชนิดแล้ว เนื้อสัตว์ หัวหมู ถือว่าเป็นสิ่งต้องห้าม เพราะเชื่อว่าหลวงพ่อโต วัดชัยชนะสงคราม ไม่โปรด

ส่วนการเดินทางไปนมัสการหลวงพ่อโต วัดชัยชนะสงคราม ใช้เส้นทางถนนพหลโยธิน ก่อนเข้าตัวเมืองตาก ข้ามแม่น้ำปิง ไปยังฝั่งตะวันออก วัดชัยชนะสงคราม ตั้งอยู่ด้านซ้ายมือ เชิงสะพานกิตติขจร หรือติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ พระครูโสภณชยาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดชัยชนะสงคราม โทร.0-5551-3990 หรือ นายสมศักดิ์ สะมะโน หัวหน้าฝ่ายอำนวยการ สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดตาก โทร.08-1971-7543
48  พระเครื่อง / ประวัติพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ / หลวงพ่อแก่นจันทน์ วัดช่องลม จ.ราชบุรี เมื่อ: พฤศจิกายน 26, 2010, 03:52:45 pm
หลวงพ่อแก่นจันทน์ วัดช่องลม จ.ราชบุรี

     หลวงพ่อแก่นจันทน์ วัดช่องลม อ.เมือง จ.ราชบุรี "หลวงพ่อแก่นจันทน์" เป็นพระพุทธปฏิมา ศิลปะสมัยทวารวดี ประวัติหลวงพ่อแก่นจันทน์นี้ลอยน้ำมาจาก จ.กาญจนบุรี เป็นพระพุทธรูปปางอุ้มบาตร สร้างด้วยโลหะทองคำสัมฤทธิ์ ส่วนล่างแกะสลักจากไม้จันทน์ซึ่งเป็นไม้เนื้อหอม สูงประมาณ 2.26 เมตร ประดิษฐานอยู่ที่วัดช่องลม ชาวราชบุรีเคารพนับถือมาก มีประวัติเล่าสืบทอดกันมาว่า เป็นพระพุทธรูปที่ลอยมาตามลำน้ำแม่กลองตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ชาวราชบุรีได้ร่วมใจกันอธิษฐานนำขึ้นประดิษฐานไว้สักการะเพื่อเป็นสิริมงคล

หลวงพ่อแก่นจันทน์ วัดช่องลม จ.ราชบุรี
หลวงพ่อแก่นจันทน์ วัดช่องลม จ.ราชบุรี

" วัดช่องลม" พระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ เป็นวัดโบราณสร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี เดิมชื่อ วัดช้างล้ม ตั้งอยู่ใกล้บริเวณเมืองเก่า ริมถนนวรเดช ใจกลางเมืองราชบุรี เป็นที่ประดิษฐาน "หลวงพ่อแก่นจันทน์" พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ประจำเมืองราชบุรี

"หลวงพ่อแก่นจันทน์" เป็นพระพุทธปฏิมา ศิลปะสมัยทวารวดี ในส่วนตั้ง แต่พระเศียรถึงพระอุระ เป็นเนื้อทองสำริด ส่วนองค์พระสร้างด้วยไม้จันทน์หอม มีความสูงตั้งแต่พระเกศมาลาถึงพระบาท 2.26 เมตร เป็นพระพุทธปฏิมาปางอุ้มบาตร โดยบาตรขององค์หลวงพ่อ เหมือนสวมอยู่ในถุงบาตรและมีสิ่งหนึ่งยาวประมาณ 2 นิ้ว ยื่นออกมาจากขอบบาตร ซึ่งติดอยู่กับปากบาตรทั้งสองข้าง ดูแล้วเหมือนม้วนผ้าที่ยื่นออกมาสำหรับจับ

พระหัตถ์ของหลวงพ่อแก่นจันทน์จับอยู่ที่ม้วนผ้า คล้ายสะพายบาตร ซึ่งนับว่าเป็นพระพุทธรูปที่มีลักษณะแปลกจากพระพุทธรูปปางอุ้มบาตรทั่วไป เพราะเป็นลักษณะถือบาตร ที่ไม่มีในพระพุทธรูปปางอุ้มบาตรอื่น โดยยังเป็นพระพุทธรูปที่มีลักษณะงดงามมาก

หลวงพ่อแก่นจันทน์ เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์และมีบารมีธรรมที่สูงส่งยิ่ง ตามปกติมีผู้มากราบไหว้บูชาขอพร เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตนเอง ส่วนใหญ่จะขอให้ช่วยปัดเป่าเหตุร้ายทุกวัน จนเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองของ จ.ราชบุรี ตลอดมา

ประวัติหลวงพ่อแก่นจันทน์ วัดช่องลม จ.ราชบุรี

สำหรับการจัดสร้างหลวงพ่อแก่นจันทน์ พระครูโสภณปัญญาวัฒน์ เจ้าอาวาสวัดช่องลมแห่งนี้ บอกเล่าว่า คนส่วนมากมักเข้าใจตามคำบอกเล่าว่า ท่านลอยน้ำมา คล้ายกับประวัติของหลวงพ่อบ้านแหลม และหลวงพ่อโสธร

โดยมีเรื่อง เล่าสืบกันมาว่า หลวงพ่อแก่นจันทน์สร้างขึ้นที่ จ.กาญจนบุรี โดยมีชายผู้หนึ่งเข้าไปในป่าเพื่อแสวงหาของป่า ในขณะที่เดินทางเข้าไปในป่าลึกก็ได้พบกับเสือใหญ่ตัวหนึ่ง เมื่อเสือตัวนั้นเห็นเข้าก็วิ่งเข้ามาเพื่อจะทำร้าย ชายผู้นั้นเห็นเสือวิ่งเข้ามาก็ตกใจกลัวรีบวิ่งหนี และในขณะที่กำลังวิ่งหนีนั้นก็ได้ไปพบต้นไม้ใหญ่อยู่ข้างหน้าจึงรีบวิ่งขึ้น ไปบนค่าคบ ซึ่งเจ้าเสือตัวนั้นก็วิ่งตามไปจนถึงต้นไม้ใหญ่

ชายผู้นั้นกลัวเสือจะกัดจึงได้ตั้ง สัตยาธิษฐานว่า "ถ้าข้าพเจ้ารอดพ้นจากอันตรายคือไม่ถูกเสือกัดในครั้งนี้ ตนจะนำเอาต้นไม้ที่ข้าพเจ้าขึ้นมาอาศัยอยู่นี้ไปแกะเป็นพระพุทธปฏิมา เพื่อให้คนทั้งหลายได้กราบไหว้บูชา"

ปรากฏว่าเมื่อชายผู้นี้ตั้ง สัตยาธิษฐานเสร็จเสือก็หายไป ชายผู้นั้นดีใจรีบลงมาจากต้นไม้ แล้ว กลับบ้านและได้เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รวมทั้งการตั้งสัตยาธิษฐานของตนให้ชาวบ้านฟัง

รุ่งขึ้นชายคนนั้นก็ ได้ชวนชาวบ้านเข้าไปในป่า เพื่อตัดต้นไม้ที่ตนตั้งใจเอาไว้เพื่อจะนำมาแกะเป็นพระพุทธปฏิมา โดยได้มีการทำความเคารพเจ้าที่และเทวดาที่รักษาต้นไม้ และขอขมาโทษต่อต้านไม้ ต่อจากนั้นก็ช่วยกันโค่น

เมื่อต้นไม้นั้น ล้มลงแล้วก็พิจารณาดูเนื้อไม้ก็ รู้ว่าเป็นไม้จันทน์หอมที่หายาก และได้ช่วยกันทอนกะให้ได้ความยาวเท่ากับพระที่ตนจะทำ

เมื่อทำการแกะสลักเสร็จแล้วก็นำไปประดิษฐานไว้ที่บ้านแก่งหลวง เพื่อให้คนทั้งหลายได้กราบไหว้บูชา

ตามประวัติเล่าว่า หลวงพ่อแก่นจันทน์นี้ลอยน้ำมาจาก จ.กาญจนบุรี สันนิษฐานว่า เมื่อหลวงพ่อแก่นจันทน์ ประดิษฐานอยู่ที่บ้านแก่งหลวงนั้น เมื่อถึงหน้าฝนมีน้ำหลากช่วงเดือน 11 ถึงเดือน 12 ฝนคงจะตกหนักจนน้ำท่วมมาก

เมื่อน้ำหลากมาถึงบ้านแก่งหลวงก็พัดพา เอาหลวงพ่อแก่นจันทน์ลอยไปถึงวัดใด ที่ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำก็ตาม ประชาชนที่เห็นเข้าก็ช่วยกันฉุดกันดึงเพื่อจะนำมาประดิษฐานไว้ที่วัดของตน แต่หลวงพ่อแก่นจันทน์ก็ไม่ยอมมา ไม่ยอมขึ้น แม้จะพยายามเท่าใดก็ไม่สำเร็จ

กระทั่งหลวงพ่อแก่นจันทน์ลอยมาถึงวัดช่องลม ท่านก็ได้ลอยวนอยู่หน้าวัดไม่ยอมไหลไปตามสายน้ำซึ่งกำลังไหลเชี่ยว

หลวงปู่จันทร์ เจ้าอาวาสในสมัยนั้น จึงบอกให้พระสงฆ์และประชาชนมาทำความเคารพกราบไหว้และได้กล่าวอาราธนา แล้วก็พากันลงไปประคองและชะลอองค์ท่านขึ้นจากแม่น้ำ ท่านก็ขึ้นมาโดยง่าย ก่อนอัญเชิญท่านไปประดิษฐานไว้ที่วัดช่องลมแห่งนี้ พร้อมกับจัดงานสมโภชตลอดมา

ปัจจุบัน หลวงพ่อแก่นจันทน์ ประดิษฐาน อยู่ที่พระวิหารจตุรมุข โดยพระเทพญาณมุนี อดีตเจ้าอาวาสวัดช่องลม และที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดราชบุรีได้จัดสร้างถวายเมื่อ พ.ศ.2522 ก่อน ที่พระครูโสภณปัญญาวัฒน์ เจ้าอาวาสวัดช่องลมรูปปัจจุบัน จะได้ก่อสร้างศาลาหลวงพ่อแก่นจันทน์และขยายพระวิหารให้กว้างขึ้นอีก
49  พระเครื่อง / ประวัติพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ / พระเจ้าตนหลวง วัดกองกาน จ.เชียงใหม่ เมื่อ: พฤศจิกายน 26, 2010, 03:51:52 pm
พระเจ้าตนหลวง วัดกองกาน จ.เชียงใหม่

พระเจ้าตนหลวง วัดกองกาน จ.เชียงใหม่ "พระเจ้าตนหลวง" เป็นพระพุทธรูปก่ออิฐก่อปูน ปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง 10 ศอก 9 นิ้ว ประดิษฐานเป็นพระประธานในวิหารวัดกองกาน ต.แม่ศึก อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่

พระเจ้าตนหลวง วัดกองกาน จ.เชียงใหม่

เดินสายทั่วไทยไหว้พระพุทธ
วิชัย ทาเปรียว

พระเจ้าตนหลวง วัดกองกาน จ.เชียงใหม่
พระเจ้าตนหลวง วัดกองกาน จ.เชียงใหม่

"พระเจ้าตนหลวง" เป็นพระพุทธรูปก่ออิฐก่อปูน ปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง 10 ศอก 9 นิ้ว ประดิษฐานเป็นพระประธานในวิหารวัดกองกาน ต.แม่ศึก อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่

เป็นพระพุทธรูปที่ศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองแม่แจ่มเป็นเวลานานหลายร้อยปี


ประวัติพระเจ้าตนหลวง วัดกองกาน
พระเจ้าตนหลวง มีประวัติความเป็นมา ตามคำบอกเล่าว่า ในราวพุทธศตวรรษที่ 19-20 หลังจากที่พระพุทธศาสนา ได้เผยแผ่มาจากลังกาทวีป เข้ามาสู่ดินแดนสุวรรณภูมิ

ผู้ครองนคร ในล้านนาประเทศ อันได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย และเชียงแสน ซึ่งเป็นผู้ที่นับถือในพระพุทธศาสนา ได้มาแผ้วถางป่าในบริเวณนี้ และสร้างเป็นวัดพร้อมกับได้ก่อพระพุทธรูปขึ้น ได้ให้ชื่อวัดที่สร้างขึ้นใหม่นี้ว่า "วัดศรีเมืองมา"

ในการก่อสร้างพระพุทธรูปนั้น ช่างผู้ก่อสร้างได้ก่อองค์พระ จนมาถึงพระเศียรและพระเกศเมาลีแล้ว แต่พอจะแต่งพระพักตร์ (ขะเบ็ดหน้า) ขององค์พระ ช่างได้พยายามแต่งพระพักตร์อย่างไรก็ไม่มีความสม่ำเสมอสวยงาม ได้ทำใหม่ถึง 2-3 ครั้งก็ทำไม่ได้

จึงได้ปรึกษากันว่า ควรจะทำพิธีบวงสรวงเทพยดา ขอให้มาช่วยสร้างพระให้สำเร็จ พอได้ตั้งขันหลวงทำพิธีบวงสรวงอย่างนั้นแล้ว ช่างก็ลงมือช่วยกันทำต่อ ในขณะนั้นปรากฏว่า มีสามเณรน้อยรูปหนึ่งมาจากไหนไม่มีใครทราบ ได้มาช่วยทำพระพักตร์พระพุทธรูปจนได้พระพักตร์เสมอกันดี มีท่าทียิ้มแย้ม จนเป็นที่พอใจกันแล้ว แต่ปรากฏว่า สามเณรน้อยที่มาช่วยสร้างพระพุทธรูปนั้นก็อันตรธานหายไป

จนเป็นที่โจษขานกันว่า คงจะเป็นพระอินทร์เนรมิตเป็นสามเณรน้อยลงมาช่วยสร้างพระพุทธรูป ทำให้ได้พระพุทธรูปที่มีสัดส่วนสวยงามและมีพระพักตร์แย้มยิ้มอิ่มเอิบ ดังที่ปรากฏให้เห็นกันทุกวันนี้

พระเจ้าตนหลวง เป็นที่เคารพสักการบูชานานคนเป็นเวลานานหลายร้อยปี จนมาถึงสมัยบ้านเมืองก็เกิดกลียุค ข้าวยากหมากแพง ผู้คนอพยพถิ่นที่อยู่ ทำให้วัดวาอาราม ขาดการเอาใจใส่ดูแล

ทำให้วัดศรีเมืองมา ได้ร้าง เสนาสนะทรุดโทรมพังทลายลงไป จนกลายเป็นป่าดงพงทึบ ส่วนพระเจ้าตนหลวง ยังประดิษฐานตั้งมั่นไม่เป็นอันตราย มีแต่เครือเถาวัลย์ขึ้นปกคลุมองค์พระ มองแทบไม่เห็น

จนมาถึงสมัยพุทธศตวรรษที่ 23 ประมาณปี พ.ศ.2380-90 ได้มีผู้คนมาอาศัยทำไร่ทำสวน แผ้วถางป่าไม้ ก็พบเห็นพระพุทธรูปอยู่ในวัดร้าง ซึ่งมีเครือเถาวัลย์ปกคลุม เกิดความศรัทธาปสาทะ ในองค์พระพุทธรูปที่มีพระพุทธรูปลักษณะงดงาม

ชาวบ้านจึงได้แจ้งข่าว ให้มาช่วยกันแผ้วถางทำความสะอาดองค์พระพุทธรูปและลงรักปิดทอง ทำให้พระพุทธรูปสวยงามเปล่งปลั่งขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง พร้อมกับสร้างวิหารขึ้นใหม่ เพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูป และตั้งเป็นวัดขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่ได้ร้างไปนาน

ได้ถือเอานิมิตที่ผู้มีจิตศรัทธา หาบข้าวของมาเอาไม้คานมากองใหญ่สูงท่วมหัวนี้ จึงให้ชื่อวัดที่บูรณะขึ้นใหม่นี้ว่า "วัดก๋องกาน"

วัดก๋องกาน หมายถึง วัดที่มีผู้มีจิตศรัทธามาทำบุญเป็นจำนวนมาก หาบข้าวของมาแล้วเอาไม้คานที่หาบของมากองไว้ ในเวลาต่อมาได้ยึดถือเอาวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 เหนือ (เดือน 8 เป็ง) เป็นวันทำบุญสักการบูชาพระเจ้าตนหลวง จนเป็นประเพณีสืบมาจนถึงปัจจุบัน

นอกจากนี้ ยังได้ประเพณีสรงน้ำพระเจ้าตนหลวงในวันปีใหม่ (สงกรานต์) ตั้งแต่เดิมมาจนถึงปัจจุบันนี้เช่นกัน

พระพุทธรูปเจ้าตนหลวง เป็นพระที่ศักดิ์สิทธิ์และมีอภินิหารมาก เล่าสืบต่อกันมา ว่า หากบุคคลใดได้ทำบาปอกุศลร้ายแรงไว้ทั้งอดีตและปัจจุบัน เวลามาสักการบูชาพระเจ้าตนหลวง จะมองไม่เห็นพระเจ้าตนหลวง ต้องให้คนอื่นนำพาไปลูบคลำพระพุทธรูปจึงจะรู้สึก

ปัจจุบัน พระพุทธเจ้าตนหลวงองค์ ยังประดิษฐานเป็นพระประธานอยู่ในวิหารวัดกองกาน หมู่ที่ 7 ต.แม่ศึก อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่

ทั้งนี้ วัดกองกาน อยู่ห่างจากวัดพุทธเอ้นประมาณ 2 กิโลเมตร เป็นวัดสำคัญของชาวแม่แจ่ม เนื่องจากภายในวิหารมีพระเจ้าตนหลวง พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองแม่แจ่ม ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ชาวแม่แจ่มจะไปสรงน้ำองค์พระกันทุกปี พระเจ้าตนหลวงนี้ เป็นแบบล้านนา และมีขนาดใหญ่ที่สุดในอำเภอแม่แจ่ม ตัววิหารเป็นไม้ และหลังคามุงแป้นเกล็ดแบบโบราณ

พุทธศาสนิกชนที่มีความศรัทธาเลื่อมใส ประสงค์จะเข้าไปนมัสการและสักการบูชาพระเจ้าตนหลวง ขอเชิญไปสักการบูชาได้ทุกวันเวลา
50  พระเครื่อง / ประวัติพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ / พระพุทธไสยาสน์ วัดพระพุทธไสยาราม จ.สกลนคร เมื่อ: พฤศจิกายน 26, 2010, 03:50:41 pm
ประวัติพระพุทธไสยาสน์ วัดพระพุทธไสยาราม จ.สกลนคร

คอลัมน์ เดินสายไหว้พระพุทธ
สุพจน์ สอนสมนึก
พระพุทธไสยาสน์ วัดพระพุทธไสยาราม จ.สกลนคร
พระพุทธไสยาสน์ วัดพระพุทธไสยาราม จ.สกลนคร

คำขวัญประจำจังหวัดสกลนคร "เมืองพุทธศาสน์ พระธาตุห้าแห่ง แหล่งอารยธรรมสามพันปี"

ตามตำนานเล่ากันว่า เมืองหนองหารหลวงในอดีต หรือสกลนครในปัจจุบัน สร้างขึ้นเมื่อพุทธศตวรรษที่ 16 ในยุคที่ขอมมีอำนาจในดินแดนนี้

ต่อมาเมื่ออิทธิพลขอมเสื่อมลง เมืองหนองหารหลวงตกไปอยู่ในความปกครองของอาณาจักรล้านช้าง เรียกชื่อเมืองว่า เมืองเชียงใหม่หนองหาร และเมื่อมาอยู่ในความปกครองของไทย ได้เปลี่ยนชื่อเป็นเมืองสกลทวาปี

ในปี พ.ศ.2373 ในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้เปลี่ยนชื่อจากเมืองสกลทวาปี เป็นเมืองสกลนครในปัจจุบัน

จังหวัดสกลนครยังได้รับการขนานนามว่าเป็นแอ่งธรรมะแห่งอีสาน ดังเห็นได้จากหลักฐานวัดวาอารามเก่าแก่ที่มีอยู่มากมาย แสดงถึงความรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนาที่มีมาตั้งแต่ครั้งอดีต เป็นถิ่นกำเนิดและพำนักของอริยสงฆ์ที่สำคัญเป็นที่เคารพบูชาของชาวไทยหลาย ท่าน อาทิ พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต, พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร, พระอาจารย์วัน อุตตโม, หลวงปู่หลุย จันทสาโร, หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี เป็นต้น

จังหวัดสกลนคร อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ 647 กิโลเมตร มีพื้นที่ทั้งสิ้นประมาณ 9,605 ตารางกิโลเมตร แบ่งการปกครองออกเป็น 18 อำเภอ

"วัดพระพุทธไสยาราม" บ้านเชียงเครือ ต.เชียงเครือ อ.เมือง จ.สกลนคร อยู่ห่างจากตัวเมืองสกลนคร ไปตามถนนสายสกลนคร-นครพนม ประมาณ 25 กิโลเมตร อยู่ติดกับหนองหารด้านทิศตะเหนือ

วัดแห่งนี้ เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ หรือชาวบ้านเรียกว่าพระนอน พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง ที่มีการบอกเล่ากันว่ามีความศักดิ์สิทธิ์ ใครที่ไปกราบไหว้บูชา มักประสบผลสำเร็จแทบทุกคน ซึ่งเป็นพระที่สร้างขึ้นมาไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัด

พระพุทธไสยาสน์ วัดพระพุทธไสยาราม มีขนาดความยาว 7.90 เมตร สูง 1.20

พระนอนหรือพระไสย ตามที่ชาวบ้านเรียกกันนั้น มีเรื่องเล่าสืบต่อมาว่า นายเจ๊ก ไม่ทราบนามสกุล คนในหมู่บ้านเชียงเครือ ที่มีอาชีพค้าขาย เป็นคนมีฐานะดี ในหมู่บ้านขณะนั้นยังไม่มีไฟฟ้าใช้

วันหนึ่งในช่วงตอนเย็นเวลา 1 ทุ่ม ได้มีโจร 3 คน บุกเข้าปล้นบ้านนายเจ๊ก ได้ขนเอาทรัพย์สินและเงินทองไป นายเจ๊กไม่รู้จะทำอย่างไรดี เพราะหากเดินทางไปแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจก็อยู่ไกล ประกอบกับไม่มียานพาหนะ

เมื่อพวกโจรไปแล้ว จึงได้จัดดอกไม้ธูปเทียนลงไปไหว้พระพุทธไสยาสน์ จากนั้นได้กล่าวอธิษฐานและขอให้ช่วยคุ้มครองและอย่าให้ทรัพย์สินที่โจรลักไป เสียหายและขอให้จับโจรได้ด้วย

เมื่อกล่าวบนบานแล้วเสร็จ จึงไปแจ้งผู้ใหญ่บ้านและเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่อำเภอ เพื่อติดตามโจร

ปรากฏว่า รุ่งเช้า เจ้าหน้าที่ตำรวจรับแจ้งจากชาวบ้านว่าพบกับกลุ่มคนร้ายที่ปล้นเมื่อคืน อาศัยหลบซ่อนอยู่ท้ายหมู่บ้าน จึงออกตามไปจับกุมตัวมาได้ พร้อมเงินและทรัพย์สินที่ปล้นไปคืนมาได้ทั้งหมด

จากการสอบสวนหัวหน้ากลุ่มโจร บอกว่า เมื่อปล้นทรัพย์สินได้แล้วก็ออกเดินทาง เพื่อหลบหนีออกจากหมู่บ้าน แต่เดินอย่างไรก็กลับมาที่เดิม และหลงทางเดินกลับไปกลับมาทั้งคืน สุดท้ายชาวบ้านมาพบและแจ้งตำรวจจับดังกล่าว

นับตั้งแต่นั้นมาชาวบ้านตำบลเชียงเครือและใกล้เคียง มักจะพากันเดินทางมาบนบานกราบไหว้พระพุทธไสยาสน์ขอโชคลาภ บางรายทรัพย์สินเสียหายไป เมื่อมาบนก็ปรากฏว่าได้คืน บางรายแต่งงานหลายปีไม่มีลูกก็มาบนบานขอลูก ซึ่งส่วนใหญ่ประสบความสำเร็จตามที่ขอ

ดังนั้นในแต่ละวันจะมีประชาชนเดินทางมานมัสการพระพุทธไสยาสน์ วัดพระพุทธไสยาราม พร้อมดอกไม้ธูปเทียนและของไหว้มิได้ขาด

ผู้เฒ่าในหมู่บ้าน บอกเล่าว่า เกิดมาก็พบพระนอน แต่ไม่ทราบประวัติการก่อสร้าง ทราบเพียงแต่ว่าที่แห่งนี้เป็นวัดเก่าแก่ และเคยร้างมาก่อน

ต่อมาหลองพ่อสงฆ์ ได้เดินทางมาบูรณะซ่อมแซมและตั้งเป็นวัด พร้อมกับบูรณะปฏิสังขรณ์พระนอนให้สวยงาม พร้อมกับชาวบ้านได้สร้างศาลาครอบป้องกันแดดฝน

เชื่อกันว่า พระนอนเป็นพระเก่าแก่สมัยทวารวดีที่ถูกสร้างครอบไว้ และมีความศักดิ์สิทธิ์
51  พระเครื่อง / ประวัติพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ / หลวงพ่อพระอินทร์แปลง วัดพระอินทร์แปลง จ.นครพนม เมื่อ: พฤศจิกายน 26, 2010, 03:49:27 pm
"วัดพระอินทร์แปลง" ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง ถนนสุนทรวิจิตร อ.เมือง จ.นครพนม ตั้งเมื่อ พ.ศ.2393 เดิมชื่อว่า "วัดอุโมงค์"

กระทั่งใน พ.ศ.1637 สมัยเจ้าครูอุด อดีตเจ้าอาวาสวัด เห็นว่าอุโมงค์ได้รื้อทิ้งแล้ว จนสร้างเป็นสิม (อุโบสถ) จึงเปลี่ยนชื่อใหม่ แต่ชาวบ้านนิยมเรียกวัดแห่งนี้ ว่า "อินแปง" ตามชื่อพระประธานมาหลายยุคสมัย

จนมาถึงในปี พ.ศ.2470 กรมการศาสนา มีการสำรวจวัดทั่วราชอาณาจักร เพื่อขึ้นทะเบียนไว้ในทำเนียบวัด โดยให้ใช้ชื่อว่า "วัดพระอินทร์แปลง" ตั้งแต่ปีนั้นมาถึงปัจจุบัน ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2485 โดยมีพระครูอินทรกัลยาณคุณ เป็นเจ้าอาวาส

ในอุโบสถวัด มีพระพุทธรูปประธานศักดิ์สิทธิ์ มีนามเรียกขานว่า "หลวงพ่อพระอินทร์แปลง" เป็นพระพุทธรูปที่มีพุทธลักษณะที่สวยงาม และมีประวัติการสร้างเป็นตำนานเล่าขาน

ประวัติหลวงพ่อพระอินทร์แปลง วัดพระอินทร์แปลง จ.นครพนม
ในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา พบว่า มีพวกมารศาสนาและมิจฉาชีพจำนวนมาก พยายามจะลักลอบเข้ามาขโมยองค์พระพุทธรูป จนเป็นเหตุให้เมื่อเสร็จกิจของสงฆ์ภายในวัดแล้ว ประตูอุโบสถจะถูกปิดลงในทันที ทำให้ชาวบ้านที่จะเข้ามาสักการะหรือบนบาน เป็นไปด้วยความยากลำบาก

ส่งผลให้คนรุ่นหลังแทบไม่ทราบเลยว่า มีพระพุทธรูปคู่เมืองนครพนมมานับพันปี ประดิษฐานอยู่ ณ ที่วัดแห่งนี้

"หลวงพ่อพระอินทร์แปลง" เป็นพระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์ ปางมารวิชัย ตามตำนานเล่าว่า ในปี พ.ศ.1390-1393 พระหน่อหลักคำ อดีตเจ้าอาวาสรูปที่ 1 มีความประสงค์จะจัดสร้างพระประธาน ขนาดหน้าตักกว้าง 59 นิ้วขึ้นมาองค์หนึ่ง เพื่อประดิษฐานไว้ในอุโบสถ

แต่ปรากฏว่าสร้างไม่สำเร็จ เพราะไม่ว่าจะหล่อกี่ครั้งก็ไม่สมบูรณ์ โดยเฉพาะเศียรเป็นรูอัปลักษณ์ จนช่างหล่อพระและเจ้าอาวาส ตลอดจนญาติโยมพากันหมดกำลังใจ จึงเลิกล้มและปล่อยให้เป็นพระเศียรขาดอยู่อย่างนั้นส่วนทองที่เหลือได้นำไป หล่อเป็นพระพุทธรูปขนาดต่างๆ แทน

อย่างไรก็ตาม การที่เอาพระพุทธรูปเศียรขาด ตั้งประดิษฐานไว้ สร้างความกระทบกระเทือนใจของชาวพุทธที่พบเห็นเป็นยิ่งนัก ด้วยเหตุดังกล่าวพระหน่อหลักคำ จึงได้ขอให้ชาวบ้านช่วยกันก่ออุโมงค์ดินครอบองค์พระเอาไว้ จนเป็นที่มาขอชื่อวัดอุโมงค์ในอดีตนั่นเอง

ส่วนเหตุที่ตั้งชื่อวัดว่า วัดพระอินทร์แปลง ตามตำนานเล่าอีกว่า เจ้าอาวาสรูปเดิมได้นิมิตฝันว่า มีพระอินทราธิราช พร้อมด้วยเทพยดา เหาะเสพมโหรีแห่เศียรพระพุทธรูปที่มีพุทธลักษณะสวยงามลงมาจากสรวงสวรรค์ แล้วแปลงกายเป็นชีปะขาวเสด็จลงมาช่วยหล่อและลงมือแกะบล็อกเอง โดยให้พระและญาติโยมช่วยกันสูบทองต้มทอง ส่วนท่านเป็นผู้เทเศียร แล้วนำไปต่อกับพระศอ ก่อนที่พระอินทราธิราชจะเสด็จหายไป

หลังจากที่พระหน่อหลักคำตื่นจากฝัน จึงเล่าให้ญาติโยมฟัง ทุกคนจึงลงความเห็นทันที ว่า พระอินทร์เสด็จลงมาช่วย

ตามตำนานยังมีเรื่องเล่าขานถึงความอัศจรรย์ของหลวงพ่อพระอินทร์แปลง โดยย้อนหลังไปเมื่อประมาณ 70 ปี ทุกวันพระ 15 ค่ำ จะพบลูกไฟขนาดผลส้มโอ สีนวลสว่าง ลอยข้ามไปยังพระธาตุศรีโคตรบอง เมืองท่าแขก ประเทศลาว

กระทั่งจวนรุ่ง จึงลอยกลับคืนมา และเมื่อสมัยสงครามไทย-ฝรั่งเศส ลูกปืนที่ยิงข้ามแม่น้ำโขงมาจากฝั่งลาว ไม่สามารถกล้ำกรายที่วัดได้เลย แต่ที่อื่นโดนลูกปืนพรุนไปหมด พอสงครามสงบลง ชาวบ้านลงไปงมหอย กลับพบว่าลูกปืนจมเกลื่อนใต้แม่น้ำเต็มไปหมด

ด้วยพุทธลักษณะของหลวงพ่อพระอินทร์แปลง หากมองเวลากลางวันสีพระพักตร์จะเหลืองอร่ามเป็นเงาวับสดใสไม่มีหมองมานานนับ พันปี ผิดกับพระพุทธรูปอื่นๆ ที่ต้องคอยขัดถูพระพักตร์เป็นประจำ

ส่วนในเวลาใกล้ค่ำหรือกลางคืน สีพระพักตร์ของหลวงพ่อจะเปลี่ยนไปคล้ายกับว่ามีสีทองอมเขียวทึบ คล้ายมรกต อิ่มเอิบมีอำนาจ น่าเคารพเลื่อมใส

ผู้ที่ได้มากราบไหว้ รวมทั้งได้บนบานศาลกล่าวจากหลวงพ่อพระอินทร์แปลง จะประสบความสัมฤทธิผล โดยเฉพาะด้านหน้าที่การงาน การสอบแข่งขัน ของหายได้คืน และขอให้หายเจ็บไข้
52  พระเครื่อง / ประวัติพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ / พระงา วัดมโนรมย์ จ.มุกดาหาร เมื่อ: พฤศจิกายน 26, 2010, 03:48:34 pm
" วัดมโนรมย์" บ้านชะโนด อ.หว้านใหญ่ จ.มุกดาหาร เป็นวัดที่สร้างขึ้น โดยพระอุปัชฌาย์หอ และพระครูกัสสปะ ซึ่งพระเถระทั้งสองรูป เป็นที่ทรงเลื่อมใสศรัทธาของเจ้ามหาชีวิตนครเวียงจันทน์ เมื่อครั้งที่ได้กราบทูลลากลับบ้านเกิดที่บ้านชะโนด อ.หว้านใหญ่ จ.มุกดาหาร

เจ้ามหาชีวิตนครเวียงจันทน์ ได้โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องก่อสร้าง พร้อมช่างหลวงอีก 3 คน ล่องแพมาตามแม่น้ำโขง และได้ลงมือก่อสร้างโบสถ์และวิหารวัดมโนรมย์ เมื่อวันพุธขึ้น 15 ค่ำเดือน 12 ปีมะเส็ง ตรงกับปี 2296 สร้างแล้วเสร็จในอีก 3 ปีต่อมา

ในระหว่างปี 2447 บ้านชะโนดได้เผชิญกับไฟป่าที่โหมกระหน่ำรุนแรงครั้งใหญ่ บ้านเรือนและวัดมโนรมย์ที่ก่อสร้างด้วยฝีมือช่างหลวงที่สวยงาม ถูกพระเพลิงเผาผลาญไปด้วย รวมไปถึง กุฏิ วิหาร ศาลาการเปรียญ พระพุทธรูป ตู้พระไตรปิฎก และสิ่งของมีค่าเก่าแก่ ล้วนถูกไฟไหม้เสียหายหมดสิ้น

จากนั้นอีก 1 ปี ชาวบ้านได้นิมนต์พระอุปัชฌาย์บุ นันทวโร ซึ่งมีความสามารถด้านศิลปกรรมสถาปัตยกรรม ทำการซ่อมแซมปฏิสังขรณ์วัดมโนรมย์ ใช้เวลาซ่อมแซมนานถึง 6 ปี

ประวัติพระงา วัดมโนรมย์ จ.มุกดาหาร
ในระหว่างนั้น พระอุปัชฌาย์บุ นันทวโร จึงได้นำงาช้างที่ยังเก็บรักษาไว้ในวัดมโนรมย์ แกะเป็นรูปพระลงบนงาได้จำนวน 8 องค์ เรียกว่า "พระงา"

พระงา เป็นพระที่แกะจากงาช้างที่อยู่ในวัด ชื่อ ช้างเคน เป็นรูปพระ 8 องค์ ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ภายในหอพระของวัดมโนรมย์ อ.หว้านใหญ่ จ.มุกดาหาร

ตามประวัติเดิมช้างพลายใหญ่ที่ชื่อเคน ซึ่งชาวบ้านได้นำมาถวายวัด โดยพระสงฆ์กับชาวบ้านช่วยกันเลี้ยงไว้เมื่อประมาณ 300 ปีที่ผ่านมา ซึ่งบางตำนานได้เล่าไว้ว่าเป็นช้างที่ถูกพลัดมาตามน้ำ (เนื่องจากในสมัยนั้นท้องที่แห่งนี้ยังเป็นป่าดงดิบจึงพบเห็นสัตว์ป่าอยู่ เสมอ) และชาวบ้านได้ช่วยเหลือนำขึ้นมาจากน้ำและได้นำมาถวายวัด

บางตำราได้กล่าวไว้ว่า ช้างพลายใหญ่เป็นช้างหลวงที่ถูกน้ำพัดมาและชาวบ้านได้ช่วยเอาไว้ เมื่อเจ้ามหาชีวิตนครเวียงจันทน์ทรงทราบจึงได้ทรงประเคนมอบช้างหลวงเชือกดัง กล่าวถวายให้กับวัดมโนรมย์ จึงมีชื่อว่า "ช้างเคน" และได้เลี้ยงไว้เป็นช้างเลี้ยงของวัดมโนรมย์จนชั่วอายุขัย

ในสมัยที่ท่านอุปัชฌาย์หอยังมีชีวิตอยู่ ตรงกับในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ภายหลังที่ได้บรรพชาเป็นสามเณรจนกระทั่งอายุ 20 ปี จึงได้บวชเป็นพระศึกษาอยู่ที่วัดมโนรมย์ ท่านหอก็ได้เข้าไปศึกษาต่อที่กรุงเทพฯ เมื่อท่านหอได้กลับมาเยี่ยมบ้านที่วัดมโนรมย์ ท่านหอจึงได้นำงาของช้างเคน 1 ข้างเข้าเมืองหลวง เพื่อถวายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งยังทรงผนวชเป็นพระภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎอยู่ที่วัดบวรนิเวศวิหาร

ซึ่ง งาช้างที่ท่านหอได้นำลงมาถวายในยุคสมัยนั้น ปัจจุบันได้เก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร ส่วนงาอีก 1 ข้าง ยังคงเก็บรักษาไว้ภายในวัดมโนรมย์

จนกระทั่ง พระอุปัชฌาย์บุ นันทวโร ได้นำงาช้างเคนที่เก็บรักษาไว้ในวัดนำมาแกะสลักเป็นรูปพระเจ้า 8 พระองค์ด้วยตัวท่านเอง ปัจจุบันยังคงประดิษฐานไว้ภายในวิหารวัดมโนรมย์ ให้ประชาชนได้สักการะบูชามาจนถึงบัดนี้

ภายในวิหารของวัดมโนรมย์จะมีพระประธานพระพุทธรูปเก่าแก่อยู่หลายองค์ ประกอบด้วย พระองค์ตื้อ พระองค์แสน พระพุทธรูปปางห้ามสมุทร และพระงา 

ในอดีต "พระงา" เคยถูกโจรกรรมไปหลายครั้ง แต่ผู้ที่ขโมยไปได้นำกลับคืนมาทุกครั้งไป นับเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดที่เล่าสืบทอดกันมา

นายเสิม ใจช่วง อายุ 73 ปี ผู้ดูแลวัดมโนรมย์ ประจำหมู่บ้านชะโนด เล่าว่า พระงา เป็นพระประจำวัดมโนรมย์ ที่เลื่องลือในเรื่องการบนบานศาลกล่าวในเรื่องขอให้พบสิ่งของที่หายและขอให้ มีหน้าที่การงานที่ดีรุดหน้ายิ่งขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่ต่างก็ประสบผลสำเร็จได้ตามที่บนบาน จนเป็นที่กล่าวขานไปทั่วสารทิศของประชาชนทั้งสองฝั่งโขง สิ่งของที่นำมาบนบานก็ไม่ได้มีราคาค่างวดอะไรมากนัก ส่วนใหญ่จะเป็นหอผึ้งซึ่งชาวบ้านในท้องถิ่นต่างก็รู้จักกันดี 
53  พระเครื่อง / ประวัติพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ / พระพุทธรูปหินอ่อน วัดดอนแก้ว จ.ตาก เมื่อ: พฤศจิกายน 26, 2010, 03:47:11 pm
"พระพุทธรูปหินอ่อน" วัดดอนแก้ว อ.แม่ระมาด จ.ตาก เป็นพระพุทธรูปหินอ่อน ปางมารวิชัย แกะสลักด้วยหินอ่อน ขนาดหน้าตักกว้าง 1.30 เมตร สูงจากพระแท่นฐานถึงรัศมี 1.60 เมตร ศิลปะแบบพม่า

พระพุทธรูปหินอ่อน วัดดอนแก้วเป็นพระพุทธรูปปฏิมาแบบประธานในอุโบสถ วัดดอนแก้ว กล่าวได้ว่าเป็นพระประธานองค์เดียวในประเทศไทยที่ทำด้วยหินอ่อนที่มีขนาดใหญ่

องค์ที่สามคือพระพุทธรูปหินอ่อน ประดิษฐานที่วัดดอนแก้ว อ.แม่ระมาด จ.ตาก ซึ่งได้อัญเชิญมาจากประเทศพม่าเมื่อเดือนเมษายน พุทธศักราช 2546 นับเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่ประชาชนชาวจังหวัดตาก และชาวจังหวัดใกล้เคียง รวมถึงชาวพม่าให้ความเลื่อมใสศรัทธา ประดิษฐานอยู่ในอุโบสถวัดดอนแก้ว

เล่าขานกันว่า ครูบาขาวปี ศิษย์เอกของครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนาไทย หลังจากประสบชะตากรรมจากทางการ บังคับให้สึกและจองจำในเรือนจำ ถึง 6 เดือน เมื่อพ้นโทษออกมา ครูบาศรีวิชัย จึงอุปสมบทท่านเป็นภิกษุอีก หลังจากครูบาขาวปีได้กลับมาสู่รมกาสาวพัสตร์ ท่านอยู่จำพรรษากับครูบาศรีวิชัยได้ 1 พรรษา

ครั้งหนึ่ง ท่านได้มุ่งสู่แม่สอดเดินทางรอนแรมไปตามป่าเขาลำเนาไพรถึง 4 คืน 4 วัน ตนถึงแม่ระมาดและเริ่มงานสร้างถาวรวัตถุอีกมากมาย จากอายุ 36 ถึง 42 ปี

ช่วงเวลาดังกล่าวตามประวัติครูบาเจ้าขาวปี ที่ได้จาริกบุญอยู่ที่ อ.แม่ระมาด จ.ตาก ท่านได้สร้างถาวรวัตถุมากมาย ชาวบ้านในพื้นที่ มีทั้งคนไทย ชาวกะเหรี่ยงและชาวพม่า ต่างให้ความนับถือท่านเป็นอย่างมาก

ในปี พ.ศ.2465 ครูบาขาวปี พร้อมด้วยขุนระมาดไมตรี และชาวแม่ระมาดได้ร่วมกันอัญเชิญ "พระพุทธรูปหินอ่อน" ซึ่งเป็นพระพุทธรูปแกะสลักจากหินอ่อนทั้งแท่ง เป็นประติมากรรมของช่างฝีมือชาวพม่า

พุทธศาสนิกชนชาวแม่ระมาด ได้อัญเชิญมาจากเมืองย่างกุ้ง ประเทศพม่า ในราคา 88 รูปี ทั้งทางเรือและทางเกวียน ประดิษฐานในวิหารวัดดอนแก้ว อ.แม่ระมาด จ.ตาก ใช้ระยะเวลานานกว่า 12 วัน

ที่ อ.แม่ระมาด เกิดเรื่องน่าเศร้าใจขึ้น ท่านครูบาขาวปี ถูกบังคับให้สึกและครองผ้าขาวเป็นครั้งที่ 2 อีก กล่าวคือ ในการสร้างโบสถ์ เพื่อประดิษฐานพระพุทธรูปหินอ่อนนั้น ปรากฏว่าขาดปัจจัยอยู่อีกประมาณ 700 บาท เป็นค่าทองคำเปลว 400 บาท กับค่านายช่างอีก 300 บาท ท่านก็ปรึกษาเรี่ยไรเอาจากชาวบ้านจนครบ ด้วยความเต็มใจของชาวบ้าน แล้วช่วยกันสร้างต่อ จนแล้วเสร็จทันฉลอง

แต่เรื่องการเรี่ยไรนี้ ทราบถึงอำเภอ จึงเรียกกำนันไปสอบสวนว่า อภิชัยภิกษุ หรือครูบาขาวปี เรี่ยไรจริงหรือไม่ กำนันก็รับว่าจริง แต่ด้วยความเต็มใจของชาวบ้าน เพราะถ้าไม่ทำอย่างนั้น งานสร้างโบสถ์ก็หยุดชะงัก

ทางอำเภอก็ว่าเต็มใจหรือไม่ก็ผิดเพราะเป็นพระ จะทำการเรี่ยไรไม่ได้ ผิดระเบียบคณะสงฆ์ แล้วรายงานเรื่องนี้ไปยังเจ้าคณะจังหวัด และตัดสินว่าให้สึกเสีย ท่านจึงจำยอมสึก และกลับมาครองผ้าขาวอีกครั้ง

ไม่นานนักท่านก็เดินทางออกจากเมืองแม่ระมาด เข้าสู่อำเภอลี้ จ.ลำพูน และเผชิญวิบากกรรม อีกมากมาย และได้อุปสมบทเป็นหนที่ 3 แต่ก็ถูกมารผจญต้องลาสิกขาครองผ้าขาว เป็นครั้งที่ 3 และได้สร้างวัดผาหนาม อ.ลี้ จ.ลำพูน ด้วยเมตตาของท่านครูบาขาวปี ได้ทำนุบำรุงพระศาสนา สร้างวัด สร้างโรงเรียน ทั้งสุโขทัย ลำปาง ลำพูน เชียงใหม่ ตาก จนกระทั่งท่านครูบาขาวปี จากไปอย่างสงบ ในวันที่ 3 มีนาคม 2520 สิริอายุ 88 ปี

พระพุทธรูปหินอ่อนวัดดอนแก้ว อ.แม่ระมาด จ.ตาก ไม่เพียงเป็นสิ่งมหัศจรรย์ แต่การได้มาซึ่งพระพุทธรูปหินอ่อนองค์นี้ ต้องใช้ศรัทธาแห่งพุทธศาสนิกชนอัญเชิญมาจากเมืองย่างกุ้งประเทศพม่า จนมาประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถแห่งนี้มาจนปัจจุบัน

ซึ่งลูกศิษย์ผู้เลื่อมใสศรัทธาครูบาขาวปี แห่งวัดพระพุทธบาทเขาหนาม อ.ลี้ จ.ลำพูน ได้ติดตามรอยบุญแห่งครูบาเจ้าขาวปี เพราะอุโบสถที่ประดิษฐานพระพุทธรูปหินอ่อนจากเมืองพม่า กลับกลายเป็นชนวนเหตุให้ท่านครูบาขาวปีต้องถูกมลทิน แกล้งบังคับสึกและครองผ้าขาวเป็นหนที่ 2

แต่กระนั้น ผลบุญแห่งการสร้างถาวรวัตถุ ถวายเป็นพุทธบูชาของครูบาขาวปีและชาวแม่ระมาด ได้ประจักษ์เป็นสักขีพยานแห่งการสืบทอดพระพุทธศาสนา ล่วงมากว่า 90 ปี ตราบจนถึงปัจจุบัน
54  พระเครื่อง / ประวัติพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ / พระทองเนื้อสัมฤทธิ์แท้ วัดไชยาติการาม จ.อำนาจเจริญ เมื่อ: พฤศจิกายน 26, 2010, 03:46:04 pm
พระพุทธรูปสัมฤทธิ์ประทับขัดสมาธิราบปางมารวิชัย

คอลัมน์ เดินสายไหว้พระพุทธ
พงษ์สันต์ เตชะเสน
พระทองเนื้อสัมฤทธิ์แท้ พระพุทธรูปสัมฤทธิ์ประทับขัดสมาธิราบปางมารวิชัย วัดไชยาติการาม
พระทองเนื้อสัมฤทธิ์แท้ พระพุทธรูปสัมฤทธิ์ประทับขัดสมาธิราบปางมารวิชัย วัดไชยาติการาม

" วัดไชยาติการาม"บ้านโพนเมือง ต.ไม้กลอน อ.พนา จ.อำนาจเจริญ มีพระพุทธรูปสัมฤทธิ์ประทับขัดสมาธิราบปางมารวิชัยสูง 55 เซนติเมตร ศิลปะสกุลช่างล้านช้างของลาว

มีผู้รู้ได้เปรียบเทียบพระพุทธรูปองค์นี้ว่าอยู่ในยุคเดียวกับพระพุทธรูปปาง มารวิชัย ที่ระเบียงหอพระแก้วเมืองเวียงจันทน์ และพระพุทธรูปที่วัดวิชุล เมืองหลวงพระบาง มีอายุอยู่ในราวปลายพุทธศตวรรษที่ 22-23 หรือราว 300 ปีล่วงมาแล้ว

สำหรับเรื่องเล่าขานเกี่ยวกับพระพุทธรูปสัมฤทธิ์ประทับขัดสมาธิราบปาง มารวิชัยองค์นี้ เริ่มจากเมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ปฐมบรมมหากษัตริย์องค์แรกแห่งราชวงศ์จักรี ครั้งดำรงพระยศเป็นเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ได้ยกทัพไปปราบนครเวียงจันทน์ โดยให้ท้าวคำผง หรือพระปทุมวรราชสุริยวงศ์เจ้าเมืองคนแรกของจังหวัดอุบลราชธานี เกณฑ์ไพร่พลที่เจนศึกเข้าร่วมทำศึกด้วย ซึ่งชาวบ้านโพนเมืองเป็นนักรบ จึงนำช้างจำนวน 20 เชือก พร้อมไพร่พลรบจำนวนหนึ่งเข้าร่วมปราบปรามนครเวียงจันทน์

ภายหลังได้รับชัยชนะ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้อัญเชิญพระแก้วมรกตมาประดิษฐานที่กรุงเทพมหานคร ส่วนพระพุทธรูปองค์อื่น รวมทั้งทรัพย์สินเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ได้พระราชทานให้เหล่าขุนศึกนำไปแบ่งปันแก่ไพล่พล

ทำให้ชาวบ้านโพนเมือง ได้รับพระพุทธรูปสัมฤทธิ์ปางต่างๆ จำนวน 5 องค์ ในจำนวนนี้ มีพระพุทธรูปสัมฤทธิ์ประทับขัดสมาธิราบปางมารวิชัยองค์นี้มาด้วย นอกจากชาวบ้านโพนเมืองได้รับพระพุทธรูปสัมฤทธิ์ใช้ประดิษฐานให้ผู้คนในชุมชน ได้กราบไหว้ ยังได้ตู้เก็บพระไตรปิฎก พร้อมพระไตรปิฎกอักษรธรรม (ตัวอักษรไทยน้อย) จำนวนหลายสิบใบ แต่ปัจจุบันพระไตรปิฎกได้เสียหายทั้งหมด และเหลือตู้เก็บพระไตรปิฎกอยู่ใบเดียว

เมื่อชาวบ้านโพนเมือง ได้พระพุทธรูปสัมฤทธิ์ประทับขัดสมาธิราบปางมารวิชัย ได้อัญเชิญประดิษฐานในวัดโพธิ์ชัย ซึ่งเป็นวัดประจำหมู่บ้านที่ญาครูขี้หอม หรือญาท่านสังฆราชเจ้าโพนสะเม็กเป็นผู้สร้างขึ้น

ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2483 ญาท่านสอน เจ้าอาวาสได้เปลี่ยนชื่อวัดเป็น "วัดไชยาติการาม" เนื่องจากชื่อเดิมไปซ้ำกับวัดอื่นหลายแห่ง ส่วนพระพุทธรูปสัมฤทธิ์ทั้ง 5 องค์ ตั้งประดิษฐานอยู่ในศาลาไม้

นายอำเภอตระการพืชผล ไม่ทราบนาม (อดีตบ้านโพนเมืองอยู่ในเขตปกครองของอำเภอนี้) เห็นพระพุทธรูปประจำวัด จึงได้ขอไปประดิษฐานไว้ที่ว่าการอำเภอ 1 องค์ และไม่ได้นำกลับมาคืนอีกเลย ปัจจุบันจึงเหลือพระพุทธรูปที่ได้มาพร้อมกันเหลืออยู่เพียง 4 องค์

ด้านพุทธคุณของพระพุทธรูปสัมฤทธิ์ประทับขัดสมาธิราบปางมารวิชัย พระครูสุนทรชัยคุณ เจ้าคณะอำเภอพนา เจ้าอาวาสวัดองค์ปัจจุบัน เล่าว่า เมื่อได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดเมื่อกว่า 50 ปีก่อน มีความตั้งใจสร้างโรงเรียนใช้สอนพระเณรและบุตรหลานชาวบ้านโพนเมือง รวมทั้งลูกหลานชาวบ้านในหมู่บ้านใกล้เคียง จึงได้กราบอธิษฐานขอให้ความตั้งใจสัมฤทธิ์ผล

ปรากฏว่า การก่อตั้งโรงเรียนสามารถดำเนินการลุล่วงแล้วเสร็จ ทำให้ทุกวันนี้ วัดไชยาติการาม มีโรงเรียนใช้สอนพระเณรในชั้นนักธรรม และสอนกุลบุตรชาวบ้านตั้งแต่ชั้นมัธยมต้นถึงมัธยมปลาย

สำหรับพระพุทธรูปสัมฤทธิ์ประทับขัดสมาธิราบปางมารวิชัย อดีตตั้งประดิษฐานในอุโบสถหลังใหม่ ให้ชาวบ้านได้กราบไหว้ทั่วไป ต่อมามีพระผู้ใหญ่ที่มีฝีมือเชิงช่างมาพบเห็น พร้อมกล่าวเตือนให้นำไปเก็บรักษาไม่ให้ถูกโจรกรรม เพราะเป็นพระพุทธรูปเก่าแก่ล้ำค่ามาก จึงนำพระพุทธรูปทั้ง 4 องค์เก็บรักษาไว้ในที่มิดชิด

ส่วนพระพุทธรูปสัมฤทธิ์ประทับขัดสมาธิราบปางมารวิชัย เคยถูกพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติจังหวัดอุบลราชธานี อัญเชิญตั้งประดิษฐาน เมื่อปี พ.ศ.2536 และวัดได้รับกลับมาเก็บรักษาไว้เมื่อปี พ.ศ.2544

ปัจจุบัน วัดไชยาติการาม จะนำพระพุทธรูปสัมฤทธิ์ประทับขัดสมาธิราบปางมารวิชัย พร้อมพระพุทธรูปสัมฤทธิ์ในรุ่นเดียวกัน ออกให้ประชาชนได้กราบไหว้ในช่วงงานสมโภชเดือนมีนาคมทุกปี

เส้นทางไปวัดไชยาติราม เมื่อเดินทางเข้าถึง อ.พนา ให้ขับรถผ่านหน้าที่ว่าการอำเภอออกไปทางตำบลไม้กลอนอีก 5 กิโลเมตร จะพบวัดวัดไชยาติราม โดยตลอดทางมีป้ายบอกทางเป็นระยะ และถนนลาดยางตลอดสาย

ดังนั้น ถ้ามีโอกาสเดินทางผ่านไปที่ จ.อำนาจเจริญ จึงควรแวะไปกราบไหว้พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของชาวบ้านโพนเมืององค์นี้
55  พระเครื่อง / ประวัติพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ / หลวงพ่อธรรมจักร วัดธรรมามูลวรวิหาร จ.ชัยนาท เมื่อ: พฤศจิกายน 26, 2010, 03:45:00 pm
หลวงพ่อธรรมจักร เป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองชัยนาท ประดิษฐานอยู่ในพระวิหารเชิงเขา วัดธรรมามูลวรวิหาร ต.ธรรมมูล อ.เมือง จ.ชัยนาท

เป็นศิลปะประยุกต์ช่างสมัยเชียงแสนตอนปลายถึงสุโขทัยตอนต้นผสมกับสมัยอยุธยา มีพุทธลักษณะเป็นพระพุทธรูปปางห้ามญาติ ประทับยืนบนฐานดอกบัว พระหัตถ์ขวายกขึ้นเสมอพระอุระ หันพระพักตร์ไปทางทิศเหนือ สูงประมาณ 4.50 เมตร กลางฝ่าพระหัตถ์มีรอย "ธรรมจักร ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2 นิ้ว ซึ่งเป็นที่มาของชื่อพระพุทธรูปองค์นี้

ประวัติหลวงพ่อธรรมจักร วัดธรรมามูลวรวิหาร ไม่พบหลักฐานทางประวัติอย่างแน่ชัด มีเพียงตำนานเล่าขานสืบต่อกันมาว่า มีผู้พบพระพุทธรูปลอยตามแม่น้ำเจ้าพระยา พร้อมกันถึง 3 องค์ ได้แก่ หลวงพ่อโสธร (วัดโสธรวรวิหาร จ.ฉะเชิงเทรา) หลวงพ่อวัดบ้านแหลม (วัดบ้านแหลม จ.สมุทรสงคราม) และหลวงพ่อธรรมจักร (วัดธรรมามูลวรวิหาร จ.ชัยนาท) บ้างกล่าวว่ามีพระพุทธรูปอีกองค์ คือ หลวงพ่อวัดไร่ขิง ลอยตามมาด้วย

แต่สำหรับหลวงพ่อธรรมจักร เมื่อลอยมาถึงบริเวณหน้าวัดธรรมามูลวรวิหาร ปรากฏว่าได้ลอยวนเวียนอยู่บริเวณหน้าวัดแห่งนี้

พระภิกษุและชาวบ้าน จึงได้อัญเชิญขึ้นประดิษฐานที่วัด โดยนำเชือกพร้อมด้ายสายสิญจน์ผูกกับพระพุทธรูป แต่ไม่สามารถนำขึ้นมาได้ กระทั่งตกเย็นจึงแยกย้ายกลับ โดยวางแผนจะมาดึงในวันรุ่งขึ้น

พอถึงรุ่งเช้า ชาวบ้านต่างหาพระพุทธรูปไม่พบ ต่างคิดว่าพระพุทธรูปได้หลุดลอยน้ำไปแล้ว จึงแยกย้ายกันกลับ ปรากฏว่าในขณะนั้นได้มีผู้พบเห็นพระพุทธรูปองค์ที่ลอยน้ำได้มาประดิษฐานปิด ทางเข้าประตูวิหารวัดธรรมามูล เป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่ง จึงได้เรียกชาวบ้านที่อยู่ด้านล่างให้ขึ้นไปดู

ชาวบ้านจึงได้ร่วมแรงร่วมใจก่อสร้างต่อเติมพระวิหารออกมาอีกช่วงหนึ่ง รวมเป็น 3 ช่วง

จากคำบอกเล่า เมื่อองค์หลวงพ่อประดิษฐ์อยู่ได้ 3 วัน ก็ได้หายไปจากพระวิหาร และกลับมาประดิษฐานดังเดิมโดยไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งมีโคลนและจอกแหนติดเปื้อนมาด้วย ชาวบ้านจึงได้นำโซ่มาล่ามผูกไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้หลวงพ่อหายไปอีก

ต่อมามีคนต่างถิ่นล่องแพมาจากทางเหนือ เพื่อตามหาพระพุทธรูป เมื่อมาถึงท่าน้ำหน้าวัดธรรมามูล ได้พบพระพุทธรูปที่ตามหาอยู่ ขณะนั้นเป็นช่วงพลบค่ำ ชายผู้นั้นจึงได้ขออาศัยนอนอยู่ที่วัด เพื่อรอเวลาอัญเชิญองค์หลวงพ่อกลับ ณ วัดแห่งเดิม

ชายคนนั้น ได้ฝันว่า หลวงพ่อไม่ขอกลับไปด้วย จะขออยู่ที่วัดแห่งนี้

ครั้นรุ่งเช้า จึงได้กราบลาท่านสมภารเดินทางกลับบ้าน และได้ขอถอดเอา "จักร" ที่ฝ่าพระหัตถ์องค์หลวงพ่อกลับไป

นับแต่นั้นมาหลวงพ่อธรรมจักรก็ไม่หายไปไหนอีก ชาวบ้านจึงได้นำโซ่ที่ล่ามออกและได้ร่วมกันสร้าง "จักร" ขึ้นใหม่และจัดให้มีงานสมโภชต่อเนื่องทุกปี จนถึงปัจจุบัน

ร.ศ.120, 125 และ 127 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้เสด็จมาสักการะหลวงพ่อธรรมจักร ถึง 3 ครั้ง ดังมีข้อความปรากฏในหนังสือประวัติศาสตร์ ประพาสต้นมีพระราชหัตถเลขาฉบับที่ 8 เดือนตุลาคม ร.ศ.120 ถึง กรมหลวงเทวะวงษ์วโรปการ ตามความว่า

"เวลาเช้า 3 โมงเศษ ถึงวัดธรรมามูล ขึ้นเขามีราษฎรอยู่มาก พระวิหารใหญ่หลังคาพังทลายลงทั้งแถบ จำเป็นต้องปฏิสังขรณ์ เมื่อนมัสการพระแจกเสมาราษฎรแล้วลงเรือเดินทางต่อมาอีก"

อนึ่ง ในการที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จมานั้น สันนิษฐานว่า สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระพันปีหลวง ตามเสด็จมาด้วย โดยพบแผ่นจารึกหินอ่อนที่ด้านบนเสาต้นกลางของซุ้มบันไดที่ติดกับลานพระวิหาร หลวงพ่อธรรมจักร จารึกเกี่ยวกับวัน เดือน ปี และบุคคลที่บริจาค โดยปรากฏเป็นพระนามแรก ทรงบริจาคเงินจำนวน 200 บาท

บุคคลที่สำคัญอีกท่านหนึ่งที่ได้ตามเสด็จมานมัสการ คือ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ โดยมีพระนิพนธ์ไว้ในหนังสือสาสน์สมเด็จ ลงวันที่ 12 มกราคม พ.ศ.2481 เป็นลายพระหัตถ์ที่ทรงมีถึงสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์ ความตอนหนึ่งว่า

"เมื่อปีแรก หม่อมฉันเป็นเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยใน พ.ศ.2453 ขึ้นไปตรวจราชการหัวเมืองเหนือเมื่อฤดูน้ำ ได้พระราชทานกฐินหลวงไปทอดที่ วัดธรรมมามูลด้วย หม่อมฉันไปพักแรมอยู่ที่ชัยนาท รุ่งเช้าออกจากเมืองชัยนาทขึ้นไปบนเขาธรรมมามูล"

ทั้งนี้ วัดธรรมามูลวรวิหาร จัดงานประเพณีนมัสการปิดทองหลวงพ่อธรรมจักร อันเป็นงานประจำปี กำหนดขึ้นปีละ 2 ครั้ง คือ ในเดือน 6 ระหว่างขึ้น 4-8 ค่ำ และเดือน 11 ระหว่าง แรม 4-8 ค่ำ รวมครั้งละ 5 วัน 5 คืน

ส่วนการเดินทางนมัสการองค์หลวงพ่อธรรมจักร วัดธรรมามูลวรวิหาร สามารถใช้เส้นทางตามถนนพหลโยธินสายเก่า ชัยนาท-นครสวรรค์ เลยสี่แยกแขวงการทางชัยนาท ประมาณ 8 กิโลเมตร จะแลเห็นเขาธรรมามูลอยู่ทางซ้ายมือ มีป้ายชื่อวัดแสดงอยู่ ให้เลี้ยวซ้ายไปตามถนนข้ามเขาอีกประมาณ 1.5 กิโลเมตร
56  พระเครื่อง / ประวัติพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ / พระพุทธรูปวัดพลับ ปางบำเพ็ญทุกรกิริยา จ.จันทบุรี เมื่อ: พฤศจิกายน 26, 2010, 03:43:53 pm

พระพุทธรูปวัดพลับ ปางบำเพ็ญทุกรกิริยา จ.จันทบุรี
พระพุทธรูปปางบำเพ็ญทุกรกิริยา หรือเรียกทั่วไปว่า "ปางทรมาน" เป็นพระพุทธรูปเก่าแก่ ประดิษฐานในวิหารไม้ วัดพลับ ต.บางกะจะ อ.เมือง จ.จันทบุรี หล่อด้วยสำริดลงยาปิดทองคำเปลว

องค์พระพุทธรูปฯ มีขนาดหน้าตักกว้างประมาณ 120 เซนติเมตร สูงประ มาณ 2 เมตร สร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยา ภายหลังจากสร้างวัดพลับได้ราว 10 ปีเศษ มีอายุไล่เลี่ยกับพระประธานในพระอุโบสถ

พระพุทธรูปปางบำเพ็ญทุกรกิริยา ตั้งประดิษฐานบนแท่นปูน ติดหินอ่อน ภายในวิหารไม้ ที่สร้างด้วยไม้ตะเคียนทั้งหลัง มีขนาดกว้างประมาณ 8 เมตร ยาวประมาณ 8 เมตร สูงประมาณ 7 เมตร ฝาผนังสูงประมาณ 3.50 เมตร กับส่วนยอดจัตุรมุข 3.50 เมตร

วิหารไม้แห่งนี้ ภายในมีภาพวาดพุทธประวัติ เป็นงานฝีมือของช่างท้องถิ่น แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า ภาพวาดสีบนฝาผนัง ชำรุดเกือบหมด เพราะกระเบื้อง หลังคาวิหารแตก ทำให้ฝนตกรั่วซึม ภาพวาดสีจึงลบเลือนเกือบหมด

กรมศิลปากรได้ปฏิสังขรณ์วิหารไม้ แห่งนี้ครั้งหนึ่ง ด้วยการเปลี่ยนกระเบื้องหลังคา บูรณะเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ.2546 หลังจากประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน เมื่อ พ.ศ.2532

มีเรื่องราวความศักดิ์สิทธิ์ของ พระพุทธรูปปางบำเพ็ญทุกรกิริยา วัดพลับ หากใครที่มีความประสงค์จะบันทึกภาพพระพุทธรูปองค์นี้ ควรต้องจุดธูปบอกกล่าวเสียก่อน หาไม่แล้วจะไม่สามารถบันทึกภาพได้

วัดพลับ สร้างเมื่อปี พ.ศ.2300 มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ บันทึกว่า สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เคยยกทัพมาพักแรมที่วัดพลับ ก่อนจะทุบหม้อข้าว หม้อแกง แล้วยกทัพเข้าตีเมืองจันทบูร ก่อนไปรบกับพม่า แล้วตั้งกรุงธนบุรี ในเวลาต่อมา

วัดพลับ ตั้งอยู่หมู่ที่ 1 ต.บางกะจะ อ.เมือง จ.จันทบุรี มีพื้นที่วัดรวม 34 ไร่ 1 งาน 48 ตารางวา

วัดพลับ สร้างโดยชาวจีนแต้จิ๋ว ได้นิมนต์พระอาจารย์ทอง จากวัดแห่งหนึ่ง (ไม่ปรากฏชื่อ) อยู่ใกล้วัดโบสถ์พลอยแหวน ร่วมกับพระธุดงค์จากกรุงศรีอยุธยา ช่วยกันสร้าง เดิมชื่อวัดสุวรรณติมรุธาราม แปลว่า วัดพลับทอง

ด้วยใกล้วัดมีต้นพลับอยู่จำนวนมาก ชาวบ้านทั่วไปจึงเรียกชื่อ วัดพลับ บ้างก็เรียกวัดพลับบางกะจะ เพราะวัดตั้งอยู่ใกล้ตลาดเก่าบางกะจะ

ปัจจุบัน พระสุธีปริยัติวิภูษิต (พร้อม กันตสีโล) ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาส

วัดพลับ มีโบราณสถาน อาทิ เจดีย์กลางทราย ภายในบรรจุพระยอดธง, วิหารไม้, หอไตรกลางน้ำทรงไทย, พระปรางค์, หอสวดมนต์, สามส้าง เป็นเมรุไม้ เป็นต้น

สำหรับเซียนพระหรือนักนิยมวัตถุมงคล หากเอ่ยนามวัดพลับ ล้วนแต่ต้องนึกถึง พระยอดธง กรุวัดพลับ ที่เป็นพระยอดธง ที่นักสะสมนิยมแสวงหา

มีเรื่องเล่าขานกันว่า พระยอดธง กรุวัดพลับ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงสักการะนำติดตัวเดินทัพไปกู้ชาติ และสามารถตั้งกรุงธนบุรีเป็นราชธานี

ก่อนยกทัพ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ได้นำพระยอดธงบรรจุไว้ในเจดีย์กลางทราย (ก่อนชำรุดค้นพบพระยอดธงรุ่นกรุแตก) และก่อนที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช จะเคลื่อนทัพไปตีเมืองจันทบูร (เขตตัวจังหวัดจันทบุรี) สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช กับไพร่พล จะได้รับการประพรมน้ำพระพุทธมนต์ และได้รับมอบพระยอดธง จากเจ้าอาวาสวัดพลับทุกนาย แล้วจึงประกาศ ทุบหม้อข้าว หม้อแกง...

วัดพลับ มีสระน้ำศักดิ์สิทธิ์ ตามราชประเพณีในพิธีบรมราชาภิเษกของพระมหากษัตริย์ราชวงศ์จักรีทุกพระองค์ คือ น้ำพระพุทธมนต์ สำหรับประกอบพระราชพิธี ได้จัดทำขึ้นในอุโบสถวัดพลับ

น้ำศักดิ์สิทธิ์ ประกอบด้วย 1.น้ำจากวัดสระแก้ว ต.พลอยแหวน อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี 2.น้ำจากถ้ำพระนารายณ์ ต.คลองนารายณ์ อ.เมือง จ.จันทบุรี และ 3.น้ำจากสระภายในวัดพลับ ต.บางกะจะ อ.เมือง จ.จันทบุรี แล้วนำน้ำศักดิ์สิทธิ์ 3 แห่ง เข้าพิธีปลุกเสกภายในอุโบสถวัดพลับ ก่อนนำเข้าทูลเกล้าฯ ถวาย

ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่ย้ายมารับราชการ ล้วนแต่เข้ามาที่วัดพลับ เพื่อกราบสักการะพระพุทธรูปปางบำเพ็ญทุกรกิริยา และแสวงหาพระยอดธง ไปบูชาประจำกาย เพื่อความเป็นสิริมงคล

จนเป็นที่กล่าวกันว่า ใครย้ายมาอยู่เมืองจันทบุรี แล้วยังไม่มาที่วัดพลับ ผู้นั้นยังมาไม่ถึงเมืองจันทบุรี
57  พระเครื่อง / ประวัติพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ / หลวงพ่อดีบุก วัดบ้านหงาว จ.ระนอง เมื่อ: พฤศจิกายน 26, 2010, 03:42:24 pm
หลวงพ่อดีบุก วัดบ้านหงาว จ.ระนอง
หลวงพ่อดีบุก วัดบ้านหงาว จ.ระนอง
หลวงพ่อดีบุก วัดบ้านหงาว จ.ระนอง
" วัดบ้านหงาว" ตั้งอยู่หมู่ที่ 1 ต.หงาว อ.เมือง จ.ระนอง เดิมเป็นเพียงที่พักสงฆ์ โดยพระธุดงค์รูปหนึ่ง ชื่อ หลวงพ่อเขียด ออกธุดงค์จากจังหวัดปัตตานี มาปักกลดบำเพ็ญกลางบ้านทุ่งหงาว จนชาวบ้านเลื่อมใสศรัทธาสร้างที่พักชั่วคราวให้ท่านพำนัก

วัดแห่งนี้ มีการพัฒนาเรื่อยมาจนเป็นสำนักสงฆ์และได้ยกฐานะเป็นวัดเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2530 เจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน ชื่อ พระครูประจักษ์สุตาสาร เป็นพระนักพัฒนา และดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าคณะตำบลหงาว

วัดบ้านหงาว ถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัดระนอง เนื่องจากภายในวัดเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น ซึ่งมีการรวบรวมสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ ตั้งแต่อดีต จนถึงปัจจุบัน เก็บรักษาให้อนุชนรุ่นหลังได้ศึกษาค้นคว้า

นอกจากนี้ ยังมีวังมัจฉามีพันธุ์ปลาน้ำจืดนานาชนิดที่สามารถให้อาหารได้อย่างใกล้ชิด และที่สำคัญมีบันไดคอนกรีตกว่า 300 ขั้น ที่สามารถใช้เดินขึ้นไปบนยอดของภูเขาเพื่อดูทิวทัศน์ของจังหวัดระนองได้รอบ 360 องศา ได้รับการพัฒนาให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม

ปัจจุบัน วัดบ้านหงาว กำลังก่อสร้างอุโบสถเป็น 2 ชั้น หรือที่เรียกว่า อุโบสถลอยฟ้ากว้าง 8 เมตร ยาว 15 เมตร รอบอุโบสถเทคอนกรีตเป็นลานกว้าง 14.50 เมตร ยาว 63 เมตร มีลูกกรงล้อมรอบ ในแต่ละมุมทั้ง 4 ด้าน มีอาคารจัตุรมุขกว้าง 3 เมตร ยาว 4.50 เมตร มีบันไดขึ้นลงรอบทิศเหนือ ใต้ ตะวันออก ตะวันตก ด้านล่างของอุโบสถเป็นห้องโถงใช้สำหรับการประ ชุมสัมมนา

ในอุโบสถวัดบ้านหงาว เป็นที่ประดิษ ฐานพระประธาน มีนามว่า "หลวงพ่อดีบุก" เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย มีชื่อเป็นทางการว่า "พระติปุกะพุทธมหาศากยมุนีศรีรณังค์" อันมีความหมายว่า "พระพุทธรูปดีบุกองค์ใหญ่เป็นสิริมงคลและศักดิ์ศรีของเมืองระนอง"

ด้วยเมืองระนอง มีทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ คือ แร่ดีบุก อุดมสมบูรณ์ วิถีชีวิตของผู้คนผูกพันกับแร่ดีบุกมายาวนาน แร่ดีบุกเป็นเสมือนเส้นเลือดใหญ่หล่อเลี้ยงคนระนอง สร้างความมั่งคั่งมั่นคงและความเป็นปึกแผ่นให้เกิดขึ้นในแผ่นดินเมืองระนอง

ผู้บุกเบิกตำนานแร่ดีบุกเมืองระนอง คือ "คอซู้เจียง" ที่เข้ามายื่นขอประมูลอากรดีบุก เมื่อปีมะโรง พ.ศ.2387 ปลายรัชกาลที่ 3 ต่อมาได้รับบรรดาศักดิ์เป็นพระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี ต้นตระกูล ณ ระนอง เป็นเจ้าเมืองระนองคนแรก รับราชการมาตั้งแต่รัชกาลที่ 3 จนถึงรัชกาลที่ 5 ถึงอสัญกรรมเมื่ออายุได้ 86 ปี

แม้ปัจจุบันการทำเหมืองดีบุกจะไม่ มีแล้ว จะมีเพียงการร่อนแร่ในลำคลองที่พอมีให้เห็นบ้างเท่านั้น จึงเป็นการย้อนอดีตคืนสู่ความทรงจำให้แก่คนรุ่นหลังได้รู้จักแร่ดีบุก และรู้คุณค่า

หลวงพ่อดีบุก วัดบ้านหงาว สร้างเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2551 ตรงกับขึ้น 9 ค่ำ เดือน 9 มหาฤกษ์ 13.39 น. ขนาดพระประธานหลวงพ่อดีบุก เป็นตัวเลขล้วนมีความหมายลึกซึ้งในแง่ของธรรมะและประวัติศาสตร์ คือ หน้าตักกว้าง 9 ฟุต หมายถึง สร้างในสมัยรัชกาลที่ 9 หรือมงคล 9 สูงสุดแห่งมงคล ส่วนสูงจากฐานถึงเกตุมาลา 4 เมตร หรืออริยสัจ 4 ที่พระพุทธองค์แสดงปฐมเทศนา หรืออีกความหมายหนึ่งในอดีตพระมหากษัตริย์ได้เคยเสด็จเมืองระนองถึง 4 พระองค์ คือ รัชกาลที่ 5 รัชกาลที่ 6 รัชกาลที่ 7 และรัชกาลที่ 9

นับว่าเป็น พระประธานที่หล่อด้วยแร่ดีบุกองค์แรกที่ใหญ่ที่สุดในโลก ใช้แร่ดีบุกถึง 3 ตัน รวมถึงพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ รวมค่าใช้จ่ายประมาณ 4 ล้านบาท

หลวงพ่อดีบุก วัดบ้านหงาว แม้จะไม่ได้เป็นพระพุทธรูปเก่าแก่ แต่เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ แร่ดีบุกที่ใช้ในการสร้างองค์พระประธานเป็นแร่ที่มีนัยแห่งความดี คือ ดีบุก หมายถึง ความดีที่บุกเอาชนะความชั่ว

ในวันประกอบพิธีพราหมณ์ ประกอบพิธีอัญเชิญเทวดา พระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์เจริญชัยมงคลคาถา เกิดปรากฏการณ์พระอาทิตย์ทรงกลด ท่ามกลางแดดจ้า และมีเสียงฟ้าร้อง เสมือนหนึ่งการรับรู้ของฟ้าดิน

วันที่ 18 ตุลาคม 2551 ก่อนประกอบพิธียกพระประธานขึ้นประดิษฐานไว้บนพระอุโบสถชั้น 2 ซึ่งใช้รถเครนขนาดใหญ่ 2 คันยก ได้เกิดฝนตกลงมาอย่างหนักเสมือนหนึ่งว่าเทวดามาอวยพรสรงน้ำให้กับพระประธาน

ครั้นถึงเวลาตามฤกษ์ เวลา 14.39 น. ท้องฟ้าเปิดขึ้นมาทันที เป็นที่น่ามหัศจรรย์ สำหรับพุทธศาสนิกชนที่เข้าร่วมพิธีนับพันคน ต่างยกมือขึ้นสาธุพร้อมกัน

หลวงพ่อดีบุก เป็นธงชัยของวัดบ้านหงาวและชาวระนอง อันจะนำไปสู่ความสำเร็จในการก่อสร้างอุโบสถลอยฟ้า ใครจะกราบไหว้สักการะพระพุทธรูปดีบุกองค์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก จะต้องนึกถึงจังหวัดระนอง และมากราบไหว้บูชาหลวงพ่อดีบุกที่วัดบ้านหงาวซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองระนอง เพียง 12 กิโลเมตรเท่านั้น

ส่วนการบูชา เริ่มด้วยการตั้งนะโม 3 จบ พร้อมกับ คาถาบูชาหลวงพ่อดีบุก วัดบ้านหงาว คือ "วันทามิ ภันเต ติปุกะพุทธมหาศากยมุนีศรีรณังค์ ตัสสะ เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โสตถิ เม โหตุ สัพพะทา"
58  พระเครื่อง / ประวัติพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ / หลวงพ่อหิน ศักดิ์สิทธิ์ วัดป่าแป้น จ.เพชรบุรี เมื่อ: พฤศจิกายน 26, 2010, 03:41:05 pm
"หลวงพ่อหิน วัดป่าแป้น" ประดิษฐานอยู่บริเวณหน้าอุโบสถ วัดป่าแป้น ต.บ้านลาด อ.เมือง จ.เพชรบุรี ถือเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวเมืองเพชรบุรี ให้ความเลื่อมใสศรัทธา

หลวงพ่อหินศักดิ์สิทธิ์ วัดป่าแป้น เป็นพระพุทธรูปที่แกะสลักจากหินแกรนิต สีเขียวอมเทา พุทธลักษณะแบบปางห้ามสมุทร สูงประมาณ 145 เซนติเมตร ฐานกว้าง 58 เซนติเมตร ปัจจุบันประชาชนได้นำทองคำเปลวมาปิดจนทึบ ทำให้รูปทรงหลวงพ่อหินหนาขึ้นจากเดิม

ศิลปะในการแกะสลัก เป็นพระพุทธรูปยืนยกพระหัตถ์ทั้งสองข้างเสมอพระอุระ รูปทรงเป็นศิลปะสมัยทวารวดี แต่ที่สำคัญองค์พระพุทธรูปยังสร้างไม่แล้วเสร็จ เพียงแต่โกลนรูปทรงไว้เบื้องต้นเท่านั้น

สันนิษฐานว่าผู้ที่สร้าง อาจมีการเคลื่อนย้ายไปตกแต่งให้สมบูรณ์ ณ ที่ใดที่หนึ่ง แต่ไม่มีหลักฐานชัดเจน เพียงแต่พิจารณาตามลักษณะของพระพุทธรูปใช้หินแกรนิต ซึ่งใน จ.เพชรบุรี ไม่มีแหล่งวัตถุดิบดังกล่าว หรือหินที่จะนำมาสร้างพระพุทธรูปได้ มีแต่หินจากภูเขาลูกรังและภูเขาหินเป็นส่วนใหญ่ จึงสันนิษฐานว่า องค์หลวงพ่อหินจะต้องถูกเคลื่อนย้ายมาจากทิศตะวันตก แถบเทือกเขาตะนาวศรี โดยล่องมาทางแม่น้ำเพชรบุรี สอดคล้องกับสถานที่พบ

โดยหลวงพ่อหิน วัดป่าแป้น ได้ถูกขุดค้นพบ เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2515 โดยชาวบ้านหมู่ 3 ต.บ้านลาด จ.เพชรบุรี ถูกฝังกลบอยู่ในดินภายในสวนละมุดใกล้กับแม่น้ำเพชรบุรี

ภายหลังชาวบ้านได้นำพระพุทธรูปดังกล่าว ไปถวายวัดป่าแป้น ซึ่งเป็นวัดภายในหมู่บ้าน

เจ้าอาวาสจึงได้นำไปประดิษฐานไว้บริเวณด้านหน้าอุโบสถ และได้แจ้งไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องเข้ามาตรวจสอบ ได้มีข้อสรุปว่า พระหินขุดพบเป็นพระหินที่สร้างยังไม่เสร็จ ศิลปะแบบทวารวดี พระเกตุมาลาเป็นมุ่นมวยผม การแกะสลักทำแต่เพียงโกลนแบบไว้เท่านั้น จึงไม่ได้จดทะเบียนเป็นวัตถุโบราณ และให้ตั้งประดิษฐานไว้ที่วัดป่าแป้น สืบต่อจนถึงปัจจุบัน

ภายหลังการนำ พระพุทธรูปหินประดิษฐานไว้ที่หน้าอุโบสถวัดป่าแป้น ได้มีชาวบ้านพบเห็นแสงสว่างเกิดขึ้นบริเวณหน้าอุโบสถเป็นประจำ

ที่สำคัญหลังข่าวการขุดพบพระหินสมัยโบราณแพร่กระจาย ได้มีประชาชนทั้งในจังหวัดเพชรบุรีและต่างจังหวัด เดินทางมากราบไหว้ขอพรอย่างเนืองแน่น ทำให้ทางวัดได้สร้างแท่นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปขึ้นใหม่ ให้ดูสวยงาม และมีมติจากคณะกรรมการวัดและชาวบ้าน ได้ตั้งชื่อพระพุทธรูปว่า "หลวงพ่อหินศักดิ์สิทธิ์ นฤมิตมหามงคล"

มีชาวบ้านที่เจ็บไข้ได้ ป่วยมาอธิษฐานกับ หลวงพ่อหินให้ช่วยปัดเป่ารักษาให้หาย โดยนำน้ำมนต์ไปดื่มกิน ต่อมาอาการป่วยก็หายเป็นปลิดทิ้ง ทำให้ข่าวความศักดิ์สิทธิ์ขององค์หลวงพ่อหิน แพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว

พระมหาประสงค์ มหาวีโร เจ้าอาวาสวัดป่าแป้น เผยว่า วัดป่าแป้นได้จัดงานนมัสการปิดทองหลวงพ่อหินเป็นประจำทุกปี โดยจัดในช่วงวันสงกรานต์ ระหว่างวันที่ 12-14 เมษายน แต่ละปีจะมีประชา ชนมากราบไหว้นมัสการหลวงพ่อหินจำนวนมาก

จากการสอบถามพุทธศาสนิกชน ที่มากราบไหว้ หลวงพ่อหิน วัดป่าแป้น นอกจากมากราบไหว้ปกติแล้ว มีจำนวนมากที่มาแก้บนโดยการทำบุญกับหลวงพ่อหิน สิ่งที่มีการบนบานกันมาก คือ ให้แคล้วคลาดปลอดภัยจากภยันตราย หรือแคล้วคลาดจากอุบัติเหตุบนท้องถนน

งานที่จัดขึ้นแต่ละปี จะมีประชาชนจากทุกสารทิศเดินทางมากราบไหว้นมัสการ ปิดทองขอพรหลวงพ่อหินเป็นจำนวนมาก แต่พื้นที่บริเวณหน้าอุโบสถคับแคบ เมื่อประชาชนมากันจำนวนมาก จะเกิดความแออัด ทางวัดจึงเตรียมสร้างมณฑป เพื่อประดิษฐาน หลวงพ่อหิน วัดป่าแป้นขึ้นใหม่ โดยใช้บริเวณใกล้กับอุโบสถ ที่ขณะนี้อยู่ระหว่างก่อสร้าง

สำหรับวัดป่าแป้น เป็นวัดเก่าแก่สมัยกรุงศรีอยุธยา แต่โบราณสถานเกือบทั้งหมด ได้ถูกบูรณะก่อสร้างขึ้นใหม่ สิ่งที่ยังบอกถึงความเก่าแก่ คือ อุโบสถ ที่มีประตูเข้าออกเพียงทางเดียว หรือที่เรียกว่าโบสถ์มหาอุด แต่มีการสร้างตกแต่งใหม่ภายหลัง

ส่วนเส้นทางที่จะเดินทางไปยัง วัดป่าแป้น อยู่ห่างจากถนนเพชรเกษมประมาณ 5 ก.ม. เริ่มจาก 4 แยกทาง หลวง ไปตามถนนสาย อ.บ้านลาด ปัจจุ บันมีการก่อสร้างขยายถนนเพชรเกษม ช่วง 4 แยกทางหลวง มีการยกระดับ โดยรถยนต์ที่วิ่งมาบนถนนเพชรเกษมขาล่องใต้ เมื่อมาถึง 4 แยกทางหลวง ต้องเลี้ยวขวาลงใต้สะพาน ข้ามถนนไปสู่ถนนสาย อ.บ้านลาด จากนั้นก็วิ่งไปตามถนน ตรงไปไม่นานก็จะถึงทางเข้าวัด ที่อยู่ทางซ้ายของถนน มีป้ายบอกชัดเจน
59  พระเครื่อง / ประวัติพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ / พระพุทธโกศัยศิริชัยมหาศากยมุนี วัดพระบาทมิ่งเมือง จ.แพร่ เมื่อ: พฤศจิกายน 26, 2010, 03:39:47 pm
" พระพุทธโกศัยศิริชัยมหาศากยมุนี" หรือที่ชาวบ้านนิยมเรียกชื่อสั้นๆ ว่า "พระพุทธโกศัย" เป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองแพร่ ประดิษฐานอยู่ที่ วัดพระบาทมิ่งเมืองวรวิหาร ต.ในเวียง อ.เมือง จ.แพร่

พระพุทธโกศัยศิริชัยมหาศากยมุนี สร้างขึ้นระหว่างวันที่ 22-24 เมษายน 2498 พร้อมกับสร้าง เหรียญพระพุทธโกศัย รุ่น 2498 หรือ เหรียญพระพุทธโกศัย รุ่น 1 ไปด้วย โดยมีนายชุณห์ นกแก้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ในขณะนั้น เป็นประธานฝ่ายคฤหัสถ์

ส่วนประธานฝ่ายสงฆ์ คือ สมเด็จวันรัตนสังฆนายก วัดเบญจมบพิตร กรุงเทพฯ, พระครูใบฎีกาประหยัด วัดสุทัศนเทพวราราม เป็นประธานฝ่ายพิธีกรรม พระครูพรหมวิหาร วัดสุทัศนเทพวราราม และคณะเป็นผู้สวดพุทธาภิเษก

พร้อมด้วยเจ้าคณะ จังหวัดภาค 5 และพระเกจิอาจารย์ชื่อดังหลายรูป อาทิ หลวงพ่อเกษม เขมโก จ.ลำปาง, หลวงปู่แหวน สุจิณโณ จ.เชียงใหม่, หลวงพ่อวัดดอนตัน จ.น่าน, หลวงพ่อทองดำ เป็นต้น

พิธีปลุกเสกพระพุทธโกศัย เริ่มตั้งแต่วันที่ 22 เมษายน 2498 ถึงวันที่ 24 เมษายน 2498 รวม 3 วัน 3 คืน มีปรากฏการณ์มหัศจรรย์ ขณะที่เททองพระพุทธรูปองค์ใหญ่ มีฝนตกปรอย พอตกกลางคืนมีฝนตกหนักตลอดคืน ทั้งที่เป็นหน้าแล้งหลังช่วงสงกรานต์

ปรากฏการณ์ สำคัญก่อนที่จะสร้างพระพุทธรูปโกศัยฯนั้น พระครูธรรมสารสุจิต วัดพระบาทมิ่งเมืองวรวิหาร ได้พบหนังสือใบลานผูกหนึ่ง เป็นตำราว่าด้วยการสร้างพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์

ประวัติพระพุทธโกศัยศิริชัยมหาศากยมุนี วัดพระบาทมิ่งเมือง
โดยตำราระบุไว้ว่า ถ้าสร้างพระพุทธรูปตรงกับวันขึ้น 1-2-3 ค่ำ เดือน 7 เหนือ หรือเดือน 5 ใต้ จะได้พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง ซึ่งนายชุณห์ นกแก้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ ได้ปรึกษากับฝ่ายสงฆ์ มี พระครูธรรมสารสุจิต วัดพระบาทมิ่งเมือง กำหนดที่จะสร้างพระพุทธรูปและเหรียญพระพุทธโกศัยขึ้นในวันที่ 22-23-24 เมษายน 2498 ตรงกับวันขึ้น 1-2-3 ค่ำ

พระพุทธโกศัยฯ เป็นพระพุทธรูปสมัยเชียงแสนผสมสมัยสุโขทัย ปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง 1 วา 5 นิ้ว ความสูง 1 วา 1 ศอก มีส่วนคล้ายพระพุทธชินราช ส่วนเหรียญพระพุทธโกศัย เป็นเหรียญสามเหลี่ยม ขนาดฐานกว้าง 1.5 ซ.ม. สูง 2.7 ซ.ม. บนยอดเหรียญมีหู เจาะเป็นรู แต่ไม่มีห่วงเหมือนเหรียญทั่วไป

ด้านหน้าเหรียญเป็นพระพุทธรูปโกศัยประทับบนดอกบัว 2 ชั้น ชั้นละ 7 ดอก รวม 14 ดอก รอบองค์พระโกศัยจะเป็นซุ้มนาค ลักษณะเหมือนครีบนาคอยู่รอบองค์พระ ด้านหลังเหรียญเป็นรูปเจดีย์อยู่ข้างบนรอยพระบาท ใต้รอยพระบาทมีหนังสือเขียนไว้ 4 บรรทัด คือ ที่ระลึกหล่อพระประธานคู่บ้านคู่เมือง ณ วัดพระบาทมิ่งเมือง จ.แพร่

คาถาบูชาพระพุทธโกศัย
สำหรับคำไหว้พระพุทธโกศัย ว่า "นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ" (กล่าว 3 จบ)

" อะยัมปิโข พุทธะโกเสยยะสิริชะยะมะหาสักกะนะมุนี โกเสยยะนะตะวัสสะ ธะชัง ภัตวา สัมภาวิโต โกเสยยะนาคะรานัง สิริมังคะละปาทาราเม อุโปสะถาคาเร ปะติฏฐิโต อิมะเนวาหัง สิระสา นะมามิ เอตัสสานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุเต"

คำแปล พระพุทธโกศัยศิริชัยมหาศากยมุนี พระองค์แม้นี้แล พุทธบริษัททั้งหลาย พากันยกย่องว่าเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองแพร่ ประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถวัดพระบาทมิ่งเมืองวรวิหาร ข้าพเจ้าขอนมัสการพระพุทธโกศัยศิริชัยมหาศากยมุนีนี้แล ด้วยเศียรเกล้า ด้วยอานุภาพของพระพุทธโกศัยนี้ ขอความสุขสวัสดีปลอดภัยทั้งหลาย จงบังเกิดแก่ข้าพเจ้าในกาลทุกเมื่อเทอญ

วัดพระบาทมิ่งเมืองวรวิหาร เป็นวัดเก่าแก่ มีเจ้าหลวงเมืองแพร่เป็นผู้สร้าง ไม่ปรากฏหลักฐานในการสร้าง อายุของวัดประมาณ 600 กว่าปี เดิมวัดนี้ มีอยู่ 2 วัด คือ วัดไชยอารามพระบาทกับวัดมิ่งเมือง อยู่ห่างกันเพียงตรอกคั่น

ในปี พ.ศ.2492 คณะสงฆ์และฝ่ายบ้านเมือง ได้มีมติให้รวมวัดทั้ง 2 แห่งนี้ เป็นวัดเดียวกัน โดยมีนามใหม่ว่า วัดพระบาทมิ่งเมือง

พ.ศ.2498 ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตยก วัดพระบาทมิ่งเมือง เป็นพระอารามหลวงชั้นตรีชนิดวรวิหาร โดยมีพระมหาโพธิวงศาจารย์ (สุจี กตสารมหาเถระ) เป็นเจ้าอาวาสพระอารามหลวง

นอกจากนี้ ภายใน วัดพระบาทมิ่งเมืองวรวิหาร ยังมีโบราณสถานที่เก่าแก่มากมาย อาทิ พระเจดีย์, พิพิธภัณฑ์พระวิหารมิ่งเมือง, หอบูรพาจารย์, หอธรรม (หอพระไตรปิฎก), พระอุโบสถ เป็นต้น

พุทธศาสนิกชนที่มีโอกาสเดินทางไป เที่ยวเมืองแพร่ ควรแวะเข้าไปกราบขอพรจาก พระพุทธโกศัย ศิริชัยมหาศากยมุนี วัดพระบาทมิ่งเมืองวรวิหาร พระคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดแพร่ เพื่อความเป็นสิริมงคล
60  พระเครื่อง / ประวัติพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ / พระเจ้าพร้าโต้ วัดพระธาตุศรีดอนคำ จ.แพร่ เมื่อ: พฤศจิกายน 26, 2010, 03:38:41 pm

พระเจ้าพร้าโต้ วัดพระธาตุศรีดอนคำ จ.แพร่
อำเภอลอง หรือเมืองลอง เดิมเป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดลำปาง อยู่ห่างจากตัวจังหวัดแพร่ไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1023 เป็นระยะทางประมาณ 40 กิโลเมตร

ต่อมาเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2475 จึงโอนมาเป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดแพร่ ใน 8 อำเภอ

ตามตำนานเมืองลอง เป็นเมืองที่ตั้งมานานนับพันปี กล่าวกันว่า สร้างมาก่อนสมัยพุทธกาล เหตุที่เรียกเมืองลอง เพราะว่า พระนางจามเทวีได้หลงทางมาถึงบริเวณที่ตั้งเมืองจึงตรัสว่า "ลองขึ้นไปก่อนเถอะ" เหตุดังกล่าว จึงเรียกว่า เมืองลอง

คำขวัญของอำเภอลองมีว่า "พระธาตุล้ำค่า ส้มพุทรารสเลิศ แหล่งกำเนิดผ้าจก มรดกสวนหิน ถิ่นชาวเมืองลอง"

เมืองลอง ตามตำนานกล่าวว่า แบ่งออกเป็น 3 ยุคด้วยกัน คือ ยุคที่ 1 ตั้งเมือง ยุคที่ 2 ย้ายเมือง และยุคที่ 3 ทิ้งเมือง

ในยุคที่ 2 มีเรื่องเล่าขานถึงการสร้างพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง เกิดขึ้นด้วยฝีมือของช่างศิลปะเชียงแสน คือ การสร้าง พระเจ้าพร้าโต้ ซึ่งถือว่าเป็นพระพุทธรูปที่แปลกและสวยงามมาก

พระเจ้าพร้าโต้ ประดิษฐาน ณ วัดพระธาตุศรีดอนคำ หรือวัดพระธาตุห้วยอ้อ หมู่ 7 ต.ห้วยอ้อ อ.ลอง จ.แพร่

ประวัติพระเจ้าพร้าโต้ วัดพระธาตุศรีดอนคำ
พระครูอดุลย์สารธรรม เจ้าอาวาสวัดพระธาตุศรีดอนคำ รูปปัจจุบัน บอกเล่าถึงความเป็นมาของ พระเจ้าพร้าโต้ ว่า พระเจ้าพร้าโต้ แกะด้วยพร้าโต้ หรือมีดอีโต้ ศิลปะพื้นบ้านผสมผสานศิลปะเชียงรุ้ง ซึ่งผู้สร้างใช้ความพยายามอย่างยิ่งในการใช้พร้าโต้แกะให้ออกมาเป็นพระพุทธรูปที่สวยงาม

จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของเมืองลองที่มีการสร้าง"วัดศรีดอนคำ" มีพระยาลำปางและพระยานครแพร่ช่วยกันสร้าง มีการขออนุญาตโบกปูนและสร้างกุฏิให้พระเจ้ามหาเถรเจ้าสุทธนะเป็นพระประธาน โดยได้สร้างพระวิหารขึ้นในปี พ.ศ.2236 พร้อมพระอุโบสถขนาดเล็กกว้าง 4 วา ยาว 8 วา โดยลาดพื้นและผูกพัทธสีมา มีการจัดทำพระพุทธรูปองค์หนึ่งเรียกว่า พระเจ้าพร้าโต้ โดยสร้างจากไม้แก่นจันทน์ทั้งต้น และส่วนที่มีขนาดเล็กได้สร้างพระขนาดเล็กอีก 4 องค์ รวมทั้งสิ้น 5 องค์

องค์ที่ 2 กรมศิลปากรอัญเชิญไปประดิษฐานที่ไร่แม่ฟ้าหลวง องค์ที่ 3 อัญเชิญไปประดิษฐานที่พิพิธภัณฑ์วัดหลวง อ.เมืองแพร่ องค์ที่ 4 ถูกขโมยไป องค์ที่ 5 มีขนาดเล็กที่สุด ประดิษฐานอยู่ที่วัดศรีดอนคำ

พระเจ้าพร้าโต้ มีความสูง 3 เมตร หน้าตักกว้าง 1.5 เมตร ปัจจุบันกรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนไว้แล้ว และทางวัดได้สร้างศาลาให้ประดิษฐานเป็นอย่างดี ป้องกันการโจรกรรม นอกจากนี้ ในพิพิธภัณฑ์ยังมีพระไม้ขนาดเล็ก ที่สร้างด้วยมีดอีกจำนวน 1,000 องค์

ทั้งนี้ วัดพระธาตุศรีดอนคำ ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลห้วยอ้อ หมู่ที่ 7 ต.ห้วยอ้อ อ.ลอง จ.แพร่ อยู่ติดกับตลาดเทศบาลห้วยอ้อ ห่างจากตัวเมืองแพร่ 45 กิโลเมตร ตามทางหลวง 1023

วัดพระธาตุศรีดอนคำ หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า "วัดห้วยอ้อ" เป็นวัดที่ตั้งมาช้านาน เป็นโบราณสถานที่มีพระธาตุเก่าแก่ขนาดใหญ่ ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า สร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ.1078 เมื่อคราวพระนางจามเทวีเสด็จจากเมืองละโว้ไปเมืองหริภุญชัย

"พระธาตุศรีดอนคำ" พระธาตุแห่งนี้ได้รับการบรูณะหลายครั้ง ปัจจุบันมีฐานเป็นปูน ส่วนบน ประดับด้วยแผ่นโลหะสีทอง

ด้านหลังพระอุโบสถหลังใหญ่ มีองค์พระธาตุซึ่งบรรจุพระอุรัฐิ (กระดูกหน้าอก) ของพระพุทธเจ้า มีศาลาประดิษฐานของพระเจ้าเชียงแสนอยู่ภายในวัด ถือว่าเป็นพระธาตุที่มีอายุเก่าแก่มาช้านานคู่กับวัดพระธาตุศรีดอนคำ

หากมีโอกาสเดินทางมาเยือนเมืองแพร่ แวะผ่านไปเที่ยวอำเภอลอง เข้าไปกราบนมัสการ พระเจ้าพร้าโต้ วัดศรีดอนคำ จ.แพร่ ชมศิลปะฝีมือของบรรพบุรุษชาวพุทธล้านนาและนมัสการขอพรกับ"พระธาตุศรีดอนคำ"

ทำให้เราอิ่มเอิบใจในกุศลผลบุญและความโชคดีเป็นสิริมงคลแก่ตัวเองตลอดไป
หน้า: 1 2 3 [4] 5 6 ... 9
Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.11 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF

|กุมารทอง | เว็บพระเครื่อง | เว็บบอร์ดพระเครื่อง | เว็บธรรมะ | ตลาดพระ | ตลาดพระเครื่อง | ศูนย์พระเครื่อง | ร้านค้าพระเครื่อง | ฝากรูป | พระเครื่อง | เครื่องรางของขลัง Valid XHTML 1.0! Valid CSS!