
ประวัติ์พระเกจิดัง
อาจารย์จ่อย สุจิตโต สุดยอดเกจิ แห่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ท่านได้บวชเรียนที่วัดสะแก จ.อยุธยา ได้ร่ำเรียนวิชาจากหลวงปู่ดู่ วัดสะแก อ.จ่อย เป็นหลานแท้ๆของหลวงปู่ดู่ สมัยนั้นหลวงปู่ดู่ได้กวดขันวิชาวิทยาอาคมต่างๆให้กับ อ.จ่อย
หลังจากนั้น อ.จ่อยท่านก็ออกธุดงค์ เพราะท่านรักความสันโดษ เพื่อเดินทางไปทุกๆที่ไปศึกษาวิชาอาคมจากทั่วทุกสารทิศที่มีให้ร่ำเรียน ในสมัยนั้นท่านได้ฝากตัวเป็นศิษย์หลวงพ่อคง วัดวังสัพพะรส เพื่อศึกษาจิตเสือของหลวงพ่อคง จนท่านได้สำเร็จจิตและกราบลาหลวงพ่อคงไปธุดงค์ต่อทางภาคเหนือ ในสมัยนั้นหลวงพ่อ เกษม เขมโก ยังไม่มีชื่อเสียงเหมือนทุกวันนี้ อ.จ่อยท่านได้ศึกษาวิชา วิปัสสนากรรมฐาน และวิยาอาคมกับหลวงพ่อ เกษม จนท่านสำเร็จวิชาถึงขนาดไม่มีอะไรจะสอนท่านแล้ว แล้วหลวงพ่อ เกษม ท่านได้ให้สังฆาติและบาตรปลุกเสกน้ำมนต์ของท่านเอง กับ อ.จ่อยเพื่อให้ท่านได้เอาไปใช้ประโยชน์
จากนั้น ท่านได้เดินทางไป จ.ลพบุรี เพราะสมัยนั้นมีเกจิท่านหนึ่งเก่งคาถาอาคมมาก และมีเวทย์มนต์ขลัง ท่านมีนามว่าหลวงปู่คำมี วัดถ้ำคูหาสวรรค์ หลวงปู่คำมีท่านมีความสามารถด้านการสร้างวัตถุมงคล และด้านอยู่ยงคงกระพันฟันแทงไม่เข้าหรือที่รู้จักกันดีว่า มหาอุตม์ ที่พอรู้คร่าวๆว่า อ.จ่อยได้อยู่ที่วัดถ้ำคูหาสวรรค์สักระยะ เพื่อศึกษาร่ำเรียนวิชากับหลวงปู่คำมี และได้ขัดเกลาวิชาที่ท่านได้เคยร่ำเรียนกับ อาจารย์หลายๆท่านและพระครูบา ที่ผ่านมาหลายต่อหลายท่าน จนมีคนทั่วไปให้ฉายาท่านว่า พระอาจารย์กำแพงในสมัยนั้น อ.จ่อยท่านได้สร้างวัตถุมงคลหลายๆชนิดด้วยกันวัตถุมงคลที่มีชื่อในสมัยนั้นคือ ตะกรุดโทน และหน้าผากเสือ ช่วงสมัยนั้น จ.ลพบุรี มีสงครามเขาค้อ ตามตำนานได้ว่าไว้จากผู้รอดชีวิตว่า ผู้ที่ได้คาดหรือใส่ตะกรุด ของอ.จ่อย จะกลับมาอย่างปลอดภัยทุกครั้งเหมือนปาฏิหาริย์ ทหารผู้รอดชีวิตคนหนึ่งได้เล่ามาว่า ขณะที่ได้เดินลาดตระเวนตรวจดูความเรียบร้อยของพื้นที่ในเขาค้อนั้น ได้เจอข้าศึกล้อมรอบออกไปไหนไม่ได้ แล้วข้าศึกก็ระดมยิงเอ็ม 16 นับ 20-30 กระบอกยิงมาเป็นห่าฝน กะว่าจะไม่ให้รอดกลับค่ายทหารหรือไปสั่งเสียเลย เหมือนปาฏิหารย์ คนที่คาดตะกรุด อ.จ่อย ไม่มีใครตายสักคนรอดตายกลับมาเหมือนได้ชีวิตที่เกิดใหม่ ทหารที่รอดตายพูดด้วยความตื่นเต้นและศรัทธาอย่างสุดซึ้งว่า ถ้าไม่ได้ตะกรุดโทนของ อ.จ่อยในวันนั้น ป่านนี้ผมคงจะเป็นผีเฝ้าสนามรบไปเสียตั้งแต่วันนั้นแล้ว ว่าไปแล้วอ.จ่อยท่านก็ไม่ได้เก่งวัตถุมงคลด้านตะกรุดอย่างเดียว เรื่องของสีผึ้งของท่านก็ขลัง ว่านมหาเสน่ห์ ก็ขลัง และผมก็ได้สืบติดตามเรื่องเรื่องราวของท่านกว่าจะได้มาก็อยากมากเพราะว่าท่านหายไปนานมากๆนานจนไม่รู้เลยว่า อ.จ่อยหน้าตาเป็นยังไง เรื่องของการปลุกเสกสีผึ้งนั้นเป็นคาถาที่ท่านได้ศึกษามาจากประเทศกัมพูชาและเขมร
เรื่องราวเหล่านี้คือส่วนเนื้อความคร่าวๆของเกจิชื่อดังแห่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และเป็นเกจิที่ลึกลับ ไม่ค่อยมายุ่งทางโลก ชอบความสันโดษ เด็กสมัยปัจจุบันถ้าพูดถึงชื่อ อ.จ่อย สุจิตโต ก็คงไม่มีใครรู้จักเพราะท่านไม่ชอบเปิดเผยตัว ชอบอยู่อย่างลึกลับ ไม่มีใครรู้ที่มาที่ไป สมัยนั้นเกจิบางท่านนิยมให้ อ.จ่อยปลุกเสกวัตถุมงคลให้บ่อยครั้ง จนหนังสือนิตยสารโลกทิพย์ให้สมญานาม อ.จ่อยว่า ผู้อยู่เบื้องหลังของเกจิดัง วัตถุมงคลของท่านใครมีไว้บูชา รับรองว่าไม่ผิดหวัง เคยมีลูกศิษย์บางคนบอกให้ท่านเอามีดฟันหลัง เพื่อลองของ อ.จ่อยเลยบอกลูกศิษย์ว่า “ไม่ต้องลองของหลอก เดี๋ยวของมันจะลองเจ้าตัวเอง”
นี่คือประวัติของท่านพระอาจารย์ จ่อย สุจิตโต พอสังเขป ถ้าผิดพลาดประการใดก็ขอกราบขออภัยมา ณ.ที่นี้ด้วยครับ