เว็บ-บอร์ด พระเครื่อง เว็บ พระพุทธศาสนา ธรรมะ พระ amulet buddha
พฤษภาคม 22, 2012, 05:19:48 am *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: SMF - Just Installed!
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
พระเครื่อง เครื่องรางของขลัง ฝากรูป เว็บฝากรูปฟรี อัพโหลดรูปฟรี ฝากรูป เว็บฝากรูปฟรี อัพโหลดรูปฟรี พระเครื่อง เครื่องรางของขลัง

ดูดวง หมอดู ดวงรายวัน ดูดวงฟรี เนื้อคู่ ไพ่ยิปซี หมอดูแม่นๆ ดูดวงวันเกิด ทำนายรัก ดวงสมพงษ์ ไพ่ทาโรต์ ดวงรายสัปดาห์

หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: พระปราโมทย์ คู่แค้น น.ส.ฐิตินาถ ณ พัทลุง-มูลนิธิ บ้านอารีย์  (อ่าน 316 ครั้ง)
admin
Administrator
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3089


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« เมื่อ: พฤษภาคม 21, 2011, 03:03:03 am »


พระปราโมทย์ คู่แค้น น.ส.ฐิตินาถ ณ พัทลุง-มูลนิธิ บ้านอารีย์

กรณี “พระปราโมทย์ ปาโมชฺโช” เจ้าสำนักสวนสันติธรรม อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี นั้น หลังผ่านเหตุการณ์ไปได้ระยะหนึ่ง สังคมเริ่มตั้งคำถามและบังเกิดความสนใจใคร่รู้เกี่ยวกับประวัติและความเป็นมาของบุคคลและองค์กรที่ได้ชื่อว่า “เป็นศัตรู” ของพระปราโมทย์ว่า พวกเขาเป็นใครมาจากไหน
       
       พวกเขาที่ว่านั้น ประกอบไปด้วย หนึ่ง-น.ส.ฐิตินาถ ณ พัทลุง ผู้เขียนหนังสือเข็มทิศชีวิต เล่ม 1 และเล่ม 2 และสอง-นายวีรณัฐ โรจนประภา เจ้าของนิตยสารบากกอกและประธานมูลนิธิบ้านอารีย์
       
       เพราะในเมื่อพวกเขาประกาศตนเพื่อตรวจสอบคนอื่นด้วยข้อมูลที่ดุเด็ดเผ็ดมัด พวกเขาก็ต้องพร้อมที่จะต้องถูกตรวจสอบย้อนกลับเช่นกัน
       
       ตัวตน “ฐิตินาถ”
       
       สำหรับ น.ส.ฐิตินาถ แม้ขณะนี้จะยังไม่เป็นที่แน่ชัดชนิดเคลียร์คัตทุกประเด็นว่า แท้ที่จริงแล้ว ความไม่พอใจของ น.ส.ฐิตินาถที่มีต่อพระปราโมทย์นั้นเกิดขึ้นเพราะอะไร เป็นเพราะความเสื่อมศรัทธา หรือปัญหาเรื่องแนวที่ดิน “บ้านอนาลโย” ของเธอที่พระปราโมทย์มาแก้ไขแบบแปลนด้วยการสร้างรั้วคอนกรีตเพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจนสร้างความไม่พอใจให้ชนิดยากที่จะลบเลือน
       
       แต่สิ่งที่สังคมอยากรู้ในเวลานี้ก็คือ น.ส.ฐิตินาถเป็นใครมาจากไหน และทำธุรกิจอะไรมาบ้าง
       
       ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า "ฐิตินาถ"จดทะเบียนทำธุรกิจครั้งแรก ชื่อ บริษัท บอสตัน โปรเจค จำกัด เมื่อวันที่ 19 ส.ค.37 ทุนจดทะเบียน 5 ล้านบาท ประกอบธุรกิจบ้านจัดสรร ที่ตั้งเลขที่ 4/1 ซอย18 ถ.ราษฎร์อุทิศ ต.หาดใหญ่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ทำอยู่ 2 ปีก็จดทะเบียนเลิกกิจการ เมื่อวันที่ 19 ก.ค.39
       
       วันที่ 2 พ.ย.47 ก่อตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัด อาศรมสารนาถ ผลิตและจำหน่ายหนังสือเข็มทิศชีวิต ทุนจดทะเบียนเริ่มแรก 5 แสนบาท ต่อมาเพิ่มเป็น 1 ล้านบาท ตั้งอยู่เลขที่ 64/2 หมู่ที่ 7 ต.ท่าสะอ้าน อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา และที่ตั้งสำนักงานบัญชีเลขที่ 107 ซ.ประเสริฐสิษฐ์ ถ.สุขุมวิท 49 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ มีหุ้นส่วน 3 คน คือ น.ส. ฐิตินาถ นายพิชาญ มหาชนก นางศิริรัตน์ ต สุวรรณ
       
       วันที่ 6 มี.ค.51 ก่อตั้งบริษัท เข็มทิศชีวิต จำกัด ผลิตและจำหน่ายหนังสือ ทุนเริ่มแรก 3 แสนบาท ต่อมาเพิ่มเป็น 1 ล้านบาท ที่ตั้ง เลขที่ 64/2 หมู่ที่ 7 ต.ท่าสะอ้าน อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา น.ส.ฐิตินาถ ถือหุ้น 66.6 % 2 นางศิริรัตน์ ต. สุวรรณ 33.3 %
       
       ทั้งนี้ นางศิริรัตน์ ต. สุวรรณ เป็นเจ้าของสำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช และ นางศิริรัตน์ และ นายชยธร ต. สุวรรณ เพิ่งก่อตั้งบริษัท เข็มทิศหัวใจ จำกัด เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2553 ทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท ประกอบกิจการ ผลิตและจำหน่ายหนังสือ, สื่อการเรียนการสอน ทุกชนิด ส่วนนายพิชาญ มหาชนก เป็นเจ้าของบริษัท ซี.เอ็ม.เจ.แองเคอร์ จำกัด บริษัท สติมา จำกัด จำหน่ายเคมีภัณฑ์ และ หจก. เอส ซี วีดีโอ จำหน่าย ภาพยนตร์ วีดีโอ
       
       สำหรับห้างหุ้นส่วนจำกัด อาศรมสารนาถนั้น ต้องบอกว่า มีผลประกอบการที่น่าสนใจทีเดียว กล่าวคือ ปี 2551 มีรายได้ 22,901,062 บาท กำไรสุทธิ 2,995,754 บาท สินทรัพย์ 13,235,427 บาท ปี 2550 รายได้ 9,631,526 บาท กำไรสุทธิ 476,831 บาท ปี 2549 รายได้ 5,746,795 บาท กำไรสุทธิ 677,044 บาท ปี 2548 รายได้ 12,901,645 บาท กำไรสุทธิ 2,028,224 บาท
       
       ขณะที่บริษัท เข็มทิศชีวิต จำกัด ผลประกอบการ ปี 2551 รายได้รวม 5,036,888 บาท กำไรสุทธิ 926,176 บาท สินทรัพย์ 7,138,504 บาท
       
       ทั้งนี้ หากรวมผลประกอบการปีล่าสุด (2551) ของ "อาศรมสารนาถ" กับ "เข็มทิศชีวิต" มีรายได้เกือบ 30 ล้านบาททีเดียว และไม่นับรวมถึงบ้านเนื้อที่ขนาด 40 ไรที่ศรีราชาอีกต่างหาก
       
       ...ผลประกอบการดังกล่าวไม่มากมายอะไรเลย ถ้าหากเทียบกับสิ่งที่ น.ส.ฐิตินาถเคยให้สัมภาษณ์เอาไว้ว่า “คนที่มองว่าเงินเป็นเป้าหมายสูงสุด ความสุขทั้งหมดของชีวิตอยู่ที่เงิน พอหมดเงินก็หมดความสุข”
       
       นอกจากนั้น หากค้นหาข้อมูลเก่าๆ ของเธอก็จะพบว่าเส้นทางชีวิตของเธอนั้นไม่ธรรมดา ครั้งหนึ่งเธอเคยเป็นเจ้าของธุรกิจเวิร์คกิ้ง ไดมอนด์ซึ่งเป็นธุรกิจขายเพชรที่มีสาขาเล็กอยู่ในห้างสรรพสินค้าถึง 9 แห่งและกิจการโรงเรียนแฮปปี้คิดส์ ก่อนที่จะตัดสินใจขายทิ้งในเวลาต่อมา
       
       รวมทั้งต้องเผชิญกับมรสุดชีวิตดังที่เธอเคยให้สัมภาษณ์เอาไว้ว่า “ต้องมาเจอหนี้ร้อยล้าน ภายหลังสามีตายอย่างกะทันหัน” แต่น.ส.ฐิตินาถสามารถใช้หนี้ร้อยกว่าล้านนั้นหมดภายในเวลา 2 ปีครึ่งอันเป็นผลมาจากการปฏิบัติธรรม
       
       และการปฏิบัติธรรมของเธอนั้นก็ได้รับความเมตตาชี้แนะจาก พระปราโมทย์ ปาโมชฺโช คนที่เธอขอเงินบริจาค 4.3 ล้านคืนอยู่ในขณะนี้นั่นเอง
       
       ตัวตน “มูลนิธิบ้านอารีย์”
       
       นอกจาก น.ส.ฐิตินาถแล้ว อีกกลุ่มหนึ่งที่ตั้งตัวโจมตีพระปราโมทย์อย่างออกนอกหน้าก็คือ มูลนิธิบ้านอารีย์ ซึ่งก็ยังความสงสัยให้กับสังคมเช่นกันว่า มีเหตุผลกลใด มูลนิธิบ้านอารีย์เข้ามาเกี่ยวข้องได้อย่างไร และที่สำคัญคือมูลนิธิบ้านอารีย์เป็นใคร และโดยปกติแล้วมูลนิธิแห่งนี้ประกอบกิจกรรมอันใดกันบ้าง
       
       จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่า มูลนิธิบ้านอารีย์เป็นส่วนหนึ่งของ “บางกอกสาส์น” หรือโรงพิมพ์บางกอก เจ้าของ “หนังสือบางกอก” และ “ทานตะวัน” ที่บรรดานักอ่านทั้งหลายรู้จักกันดีนั่นเอง
       
       ทั้งนี้ ในช่วงที่ยังมีความสัมพันธ์ที่ดีกับพระปราโมทย์ บรรดากลุ่มลูกศิษย์ลูกหาก็มักจะมาพบปะสังสรรค์และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันเป็นประจำที่บริเวณร้านหนังสือที่ชื่อว่า “บานาน่า” ซึ่งเป็นเครือข่ายของบางกอกสาส์น จากนั้นก็ได้มีการเปิดบ้านอารีย์ขึ้นที่ด้านหลัง โดยใช้พื้นที่ทำเป็นห้องสมุดและใช้ชื่อว่า ห้องสมุดบ้านอารีย์ ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นพื้นที่ให้พระปราโมทย์มาอบรมธรรมให้กับบรรดาลูกศิษย์ลูกหาหรือผู้ที่สนใจซึ่งเริ่มฝึกฝนใหม่ๆ กระทั่งกลายเป็นมูลนิธิบ้านอารีย์ในท้ายที่สุด
       
       ปัจจุบันบันมูลนิธินี้มี นายวีรณัฐ โรจนประภา เจ้าของนิตยสารบากกอก เป็นประธานมูลนิธิบ้านอารีย์
       
       สำหรับตัวนายวีรณัฐเองนั้น จากการสืบค้นข้อมูลพบว่า นายวีรณัฐหรือ “ใหม่” เป็นคนที่เรียนเก่ง โดยหลังจบการศึกษาจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยก็เดินทางไปใช้ชีวิตอยู่ในต่างประเทศ แต่อยู่ได้ไม่นานนักเพราะปรับตัวไม่ได้เลยกลับมาทำงานด้านโรงแรมอยู่พักหนึ่ง จากนั้นก็ศึกษาต่อระดับปริญญาโทอีก 2 ใบแต่เรียนไม่จบด้วยปัญหาบางประการ ก็เลยมาหุ้นกับเพื่อนคนละไม่กี่หมื่นเพื่อเปิดบริษัททำธุรกิจ
       
       แต่ในที่สุดปัญหาก็เกิดขึ้นกับนายวีรณัฐอย่างหนัก เมื่อรัฐบาลพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ลอยตัวค่าเงินบาทเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 40 ธุรกิจของเขาที่ต้องนำเข้าสินค้าต่างๆเช่น ทำการขายตรงผ่านสื่อทีวี ผ่านหนังสือ พวกเครื่องออกกำลังกาย ขายตามห้างต่างๆ ก็ถูกมรสมถาโถมเข้าใส่ เนื่องจากก่อนหน้าที่จะมีการลอยตัวค่าเงินบาท นายวีรณัฐได้ทำสัญญาซื้อขายเกี่ยวกับเงินดอลลาร์ไว้ พอลอยตัวค่าเงิน ทำให้มีผลต่างอยู่ประมาณ 10 กว่าล้าน
       
       ส่งผลทำให้เขามีหนี้ทันที 10 กว่านั้นในขณะที่เขามีอายุได้แค่เพียงยี่สิบเศษๆ กระทั่งบังเกิดความทุกข์ถึงขนาดอยากจะฆ่าตัวตาย แต่เขาก็สามารถผ่านช่วงวิกฤตที่สุดในชีวิตตรงนั้นมาได้หลังจากตัดสินใจไปบวชพระเพื่อต้องการหาทางดับทุกข์ และบังเอิญพระพี่เลี้ยงให้หนังสือพุทธธรรมของพระพรหมคุณาภรณ์(ประยุทธ์ ปยุตฺโต) ซึ่งเมื่ออ่านตั้งแต่หน้าแรกจนหน้าสุดท้ายจบก็ได้ข้อสรุปว่า ศาสนาคือทางออกของชีวิตตัวเองเป็นแน่แท้
       
       และในช่วงที่ศึกษาธรรมะนี้เองที่นายวีรณัฐมาเจอข้อเขียนของคุณ ‘สันตินันท์’ (หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ในปัจจุบัน) และบังเกิดเลื่อมใส ซึ่งทราบว่าพระปราโมทย์ไปศาลาลุงชิน ก็ไปดักรอพบที่นั่นพร้อมๆ กับ ‘ดังตฤณ’ จากนั้นก็ได้ฝากตัวเป็นลูกศิษย์เรื่อยมา และถ้าจะว่าไปแล้วที่บ้านอารีย์นั้น ครั้งหนึ่งนายวีรณัฐเคยประกาศว่า จะให้เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้เรื่องการเจริญสติตามแนวทางครูบาอาจารย์ของเขา ซึ่งก็คือ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ก่อนที่จะเกิดการแตกหักกระทั่งนำไปสู่การกล่าวหาต่างๆ นานาดังที่ปรากฏเป็นข่าว ซึ่งก็ยังเป็นที่สงสัยกันว่า เบื้องหน้าเบื้องหลังของการแตกหักในครั้งนี้คืออะไร
       
       “ถามว่า ความเป็นมูลนิธิบ้านอารีย์มีอะไรที่ผิดสังเกตไหม เท่าที่รู้จักกันมาเขาก็บริสุทธิ์ใจต่อพุทธศาสนา เวลาทำอะไรเขาก็ระวังเรื่องบาปเยอะ เท่าที่เคยคบกับเขามาช่วงนั้นนะครับ ส่วนเรื่องผลประโยชน์ผมว่ามันไม่ใช่ เพราะไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันเลยรวมทั้งคุณดนัย จันทร์เจ้าฉายเอง ซึ่งทำสื่อสิ่งพิมพ์ โอกาสที่จะยุ่งเกี่ยวกันยิ่งไม่มีใหญ่เลย เพราะว่าหนังสือไม่ได้พิมพ์จากทางของเขาเลย เรื่องคุณดนัยมีแค่เรื่องงดกิจนิมนต์ แล้วก็ถอนตัวออกจากการเป็นกรรมการกิตติมศักดิ์แค่นั้นเอง เป็นที่ปรึกษา ผลประโยชน์ระหว่างกันมันไม่มี”
       
       “ผมว่ามันเกี่ยวกับศรัทธาส่วนตัวของเขาที่มีต่อหลวงพ่อปราโมทย์ และความที่ว่าฟังจากคนอื่นหลายๆ ทางแล้วก็มาเทียบเคียงเอาเองว่า สิ่งที่หลวงพ่อแนะนำไป หรือสอนอะไรไป มันไม่น่าจะอยู่บนเส้นทางที่ถูกต้อง ซึ่งความจริงแล้ว ถ้าเอาเข้าไปถึงแก่นธรรมที่หลวงพ่อท่านแนะแนวก็ได้ โดยอย่าไปดูตรงที่ว่าหลวงพ่อสอนใครแบบว่าถาม-ตอบโดยเฉพาะ ซึ่งจะมีได้ยินกันอย่างนั้น เพราะว่าการถามตอบมันเป็นเฉพาะตัวบุคคล แต่ถ้าพูดถึงหลักที่ท่านสอนออกมาโดยภาพรวมแล้ว ใครเข้าไปได้ถึงแก่น ผมก็ว่าสิ่งตรงนั้นมันน่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้นั้นได้ในทางการปฏิบัติธรรม ปฏิบัติภาวนา แต่ถ้าใครออกมาจับเอาแค่ประเด็นปลีกย่อย การที่คนหนึ่งถามท่าน แล้วท่านตอบไปสำหรับคนนั้น แล้วเอามาบอกว่าสิ่งที่ท่านตอบกับคนนั้นมันกลายเป็นภาพรวมของทั้งหมด ผมว่าอย่างนั้นคงไม่ถูกต้องเท่าไหร่ พอเวลาคุณถามปัญหากับอาจารย์ที่สอนอยู่ แล้วท่านก็ตอบคำถามของคุณในแนวที่คุณเข้าใจ แต่ในห้องตรงนั้นมันมีคนมากกว่าคุณอยู่ประมาณสักสอง-สามร้อยคน ห้าสิบคน-แปดสิบคน ซึ่งเขาไม่มีปัญหาแบบคุณ แต่เขาได้ยินพร้อมๆ กับคุณ ตรงนั้นที่มันจะเป็นการที่ว่า เฮ้ย สิ่งที่ท่านสอนออกมา ความเข้าใจของคุณ คุณจะเคลียร์ แต่คนอื่นเขาจะไม่เคลียร์เหมือนคุณ เพราะปัญหาเขาไม่เหมือนคุณ”แหล่งข่าวที่เคยสัมผัสกับมูลนิธิบ้านอารีย์ นายดนัย จันทร์เจ้าฉายและหลวงพ่อปราโมทย์รายหนึ่งตั้งข้อสังเกตทิ้งท้าย
บันทึกการเข้า



|พระเครื่อง|เครื่องรางของขลัง|ตลาดพระ|ตลาดพระเครื่อง|พระเครื่องออนไลน์|ประมูลพระเครื่อง|ประมูลพระ|วัตถุมงคล|พระเครื่อง |เครื่องรางของขลัง|ผี|ชมรมถ่ายภาพ|
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.11 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF

|กุมารทอง | เว็บพระเครื่อง | เว็บบอร์ดพระเครื่อง | เว็บธรรมะ | ตลาดพระ | ตลาดพระเครื่อง | ศูนย์พระเครื่อง | ร้านค้าพระเครื่อง | ฝากรูป | พระเครื่อง | เครื่องรางของขลัง Valid XHTML 1.0! Valid CSS!